อาลีเพย์ ( Alipay ) แพลตฟอร์มชำระเงินผ่านมือถือ ในเครือ Alibaba เผย ประเทศไทย ยังเป็นปลายทางลำดับต้นๆของนักท่องเที่ยวจีนเช่นเดิม โดยปัจจุบัน รั้งอันดับสองของการทำธุรกรรมในต่างประเทศ ช่วง Golden Week หรือ วันหยุดยาวของสัปดาห์เฉลิมฉลองวันชาติจีน ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่อันดับ 1 ได้แก่ญี่ปุ่น

ในช่วง Golden Week ของปี 2561 ไทย เป็นอันดับหนึ่งด้านการทำธุรกรรมในต่างประเทศผ่านระบบอาลีเพย์ ของนักท่องเที่ยวจีน แต่ผลสำรวจ ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคมของปีนี้ พบว่า ญี่ปุ่น สามารถแซงหน้าขึ้นไปได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ส่วนอันดับสามได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี เช่นเดิม

กัมพูชาและฟิลิปปินส์ มีรายชื่ออยู่ใน 10 อันดับสูงสุดเป็นครั้งแรก เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่รับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ในสองประเทศนี้ ขณะที่ ฝรั่งเศส และ สหรัฐฯ หลุดจากโผไป

จุดหมายปลายทาง 10 อันดับสูงสุดในช่วง Golden Week ตามปริมาณธุรกรรม

(ในวงเล็บ คืออันดับ เมื่อปี 2561)

  1. ญี่ปุ่น (2)
  2. ไทย (1)
  3. สาธารณรัฐเกาหลี (3)
  4. มาเลเซีย (4)
  5. ออสเตรเลีย (5)
  6. สิงคโปร์ (6)
  7. ฟิลิปปินส์ (-)
  8. แคนาดา (10)
  9. กัมพูชา (-)
  10. สหราชอาณาจักร (9)

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือปริมาณธุรกรรมทั้งหมด และ ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น เป็น 1.2 เท่า และ 1.22 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนสถานที่ที่มีปริมาณการทำธุรกรรมสูงสุดได้แก่ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลอดภาษี และห้างสรรพสินค้า

ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง ตามด้วย เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่งตามลำดับ

ขณะที่ยอดขายแพ็คเกจ “ทัวร์ชิมทุเรียน” ในประเทศไทยและมาเลเซียเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าผลไม้ยอดนิยมนี้ ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนได้ดีเช่นเดิม

(อ่านเพิ่มเติม อาลีเพย์ เผย ไทยอันดับสองแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ช่วงวันหยุดแรงงานปี 2562)

AHEAD TAKEAWAY

โลกเปลี่ยน เมื่อจีนขยับ

ขณะที่หลายเมืองในสหรัฐฯ พยายามต้านกระแส cashless society (ซาน ฟรานซิสโก, ฟิลาเดลเฟีย และ นิวเจอร์ซีย์ ออกกฎหมาย “บังคับ” ให้ร้านค้าห้ามปฏิเสธการซื้อขายด้วยเงิน) จีน กลับมุ่งหน้าสู่การเป็น cashless society แบบเต็มตัว

ข้อมูลในปี 2017 จาก The Straits Times ระบุว่าประชากรจีนเกินกว่า 3 ใน 4 นิยมชำระค่าสินค้าหรือบริการในรูปดิจิทัลเพย์เมนท์ มากกว่าการพกเงินสด และมีแนวโน้มที่ตัวเลขนี้จะขยับสูงขึ้นในแต่ละปี เป็นรองเพียง สวีเดน ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นชาติแรกที่เข้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัวในปี 2023

แต่ในแง่ของปริมาณการใช้ และจำนวนประชากรแล้ว การขับเคลื่อนสู่สังคมไร้เงินสดของจีนนั้น มีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลกมากกว่าสวีเดนอย่างแน่นอน เป็นไปตามคำที่คนเคยกล่าวไว้ว่า โลกเปลี่ยน เมื่อจีนขยับ

เห็นได้จากตัวอย่างในรายงานของกลุ่มบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส (Ant Financial Services Group) ผู้ให้บริการ Alipay ที่ระบุว่า เฉพาะในปีนี้ ฟิลิปปินส์ มีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 26 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน

เป็นผลจากการเปิดรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ในกลุ่มผู้ประกอบการของฟิลิปปินส์ ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งพอใจกับการชำระเงินในลักษณะนี้ในต่างประเทศ มากกว่าการพกเงินสดไปไหนมาไหนเป็นจำนวนมากๆ

อีกนัยยะสำคัญที่น่าสนใจ คือการเติบโตนี้ ไม่ได้หยุดแค่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่เท่านั้น แม้แต่ประเทศในยุโรปเองก็ตอบรับการเติบโตของกระแสสังคมไร้เงินสดที่ขยายไปทั่วโลกพร้อมกับนักท่องเที่ยวจีนเช่นกัน

เพราะ 10 อันดับแรกของประเทศ ที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงสุดเป็นประเทศในยุโรปทั้งหมด

  1. มอลตา
  2. โมนาโก
  3. สเปน
  4. สวิตเซอร์แลนด์
  5. ฝรั่งเศส
  6. ลักเซมเบิร์ก
  7. เดนมาร์ก
  8. สวีเดน
  9. อิตาลี
  10. ไอร์แลนด์

ประสบการณ์แปลกใหม่

ขณะเดียวกัน ตัวเลขหลายๆอย่าง ก็บ่งบอกถึงทิศทางไลฟ์สไตล์ของคนในยุคใหม่ว่าเปลี่ยนไปจากเดิม เหมือนที่ เทรวิส คาลานิค ผู้ก่อตั้ง Uber ว่าคนกลุ่มมิลเลนเนียล หรือเจเนอเรชั่นใหม่ๆนั้น ไม่ได้ต้องการครอบครองวัตถุอีกต่อไป

สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการ คือ access สำหรับการเข้าถึงสิ่งต่างๆ (ฟังเพลงจาก Spotify ดูหนังและซีรีส์จาก Netflix หรือแม้แต่สั่งอาหารผ่านแอพเดลิเวอรีต่างๆ แทนการไปนั่งตามร้าน) และอีกสิ่งหนึ่งคือประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการเดินทางไปท่องเที่ยว

ข้อมูลจาก แอนท์ ไฟแนนเชียล พบว่าตัวเลขการใช้ อาลีเพย์ โดยนักท่องเที่ยวจีน ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2000 (ซึ่งก็คือวัยรุ่น ณ ปัจจุบัน) ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 130% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ส (เกิดก่อนทศวรรษ 1960) นั้นเพิ่มขึ้นราว 30%

เมื่อเสริมด้วยข้อมูลจาก Fliggy แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวของอาลีบาบา ก็จะพบว่าปลายทางของคนเหล่านี้ ไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบกระแสหลักอีกต่อไป

เพราะยอดการจองแพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับประเทศอย่าง มอนเตเนโกร อุซเบกิสถาน และเซอร์เบีย เพิ่มขึ้น 14 เท่า, 4.7 เท่า และ 1.8 เท่าตามลำดับ ขณะที่ยอดขายตั๋วรถไฟในยุโรปผ่านทาง Fliggy ก็เพิ่มขึ้น 35% เนื่องจากคนเหล่านี้ต้องการประสบการณ์ในการเดินทางที่แตกต่าง

ซึ่งก็ขึ้นกับผู้ประกอบการทั้งหลายด้วยว่าจะสามารถสร้างความสดใหม่ให้กับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้ขนาดไหน เพราะแม้ยอดจองทัวร์ชิมทุเรียนในไทยจะเติบโตขึ้นก็จริง

แต่เมื่อไหร่ ทุเรียนหมอนทองจากไหหลำ สามารถตีตลาดได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตามที่มีการประเมินไว้ เมื่อนั้นเราก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจริงๆก็ได้

การหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะพอใจกับสิ่งที่มีแล้ว จึงเป็นเรื่องต้องห้ามเด็ดขาด ไม่ว่าเราจะอยู่อันดับไหน ณ ปัจจุบัน ก็ตาม

เรียบเรียงจาก

China’s march to be the world’s first cashless society: China Daily contributor

SF approves ban on cashless stores

‘Made-in-China’ durians: Thailand’s trade office warns of future competition

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

QR code หลบไป เมื่อร้านค้าในจีนรับชำระเงินด้วยระบบตรวจจับใบหน้า