ภญ. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ ว่าโรงพยาบาลต้องการขับเคลื่อนองค์กรสู่การบริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลก และเป็นเลิศทางการรักษาขั้นตติยภูมิ ด้วยนวัตกรรมภายในปี 2565 หรืออีก 3 ปีนับจากนี้

ภญ. อาทิรัตน์ ยอมรับว่าในฐานะโรงพยาบาลชั้นนำ บำรุงราษฎร์ จะต้องก้าวให้เร็วกว่า ที่ผ่านมา ได้มีการปรับโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ไอทีต่างๆ เพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ในอนาคต

ขณะที่บุคลากรก็จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ซึ่งเป็นหน้าที่ของวัฒนธรรมองค์กรในการหล่อหลอมให้คนเหล่านั้น มีทัศนคติเชิงบวก พร้อมเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางองค์กร

สำหรับปี 2562 นี้ บำรุงราษฎร์ได้กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่อง Excellence Management ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลักๆ ประกอบด้วย

1. Clinical Excellence: ความชำนาญการและประสบการณ์ของแพทย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ Excellence Center ต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลรักษาโรคเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุม

2. Operational & People Excellence: มุ่งเน้นการดูแลบุคลากร มีเป้าหมายใน 3 ด้าน คือ ให้พนักงานมีความสุข มีอนาคต และเก่งขึ้น ผ่านคำถาม 3 ข้อ คือทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข ทำอย่างไรให้พนักงานมีอนาคตที่ดี และทำอย่างไรให้พนักงานเก่งขึ้น

3. Service Excellence: ยึดหลักการดูแลเอาใจใส่ และพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ดร. ธีรเดช เวียงธีรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ ว่า ในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการวิจัยและนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงมาใช้ในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย

เช่น การนำระบบซอฟต์แวร์ Hospital Information System (HIS) มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลมีความแม่นยำและถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัย และสามารถเรียกใช้งานแบบเรียลไทม์ และยังมีการนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ทางการแพทย์

“นวัตกรรมที่เกิดประสิทธิผลต่อการรักษาผู้ป่วยอย่างมาก คือ “ไอบีเอ็มวัตสัน” ที่ช่วยประมวลผลเพื่อให้แพทย์ตัดสินใจวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง (IBM Watson for Oncology) ได้ กำหนดแผนและวิธีการรักษาที่เหมาะสมยิ่งขึ้นโดยพิจารณาเป็นรายบุคคล ครอบคลุมมะเร็งถึง 13 ชนิด

และอีกเทคโนโลยีคือ ซีบรา เอไอ (Zebra AI) เป็น AI ที่ใช้ร่วมกับ CT Scan เพิ่มความแม่นยำในการอ่านข้อมูลทางด้านรังสีรักษา ตรวจได้ถึง 4 โรคได้ในครั้งเดียว ทั้ง โรคถุงลมโป่งพอง เลือดออกในสมอง ไขมันพอกตับ และภาวะกระดูกแตก ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษา ไม่อาจบรรลุเป้าหมายทั้งหมดได้ บำรุงราษฎร์ ตระหนักดีว่าการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ การให้กำลังใจผู้ป่วยและการบริบาลอย่างเอื้ออาทร ยังเป็นบทบาทสำคัญของบุคลากรของโรงพยาบาลฯ ทุกคน เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกแก่ผู้ป่วย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า