การเป็นผู้ก่อตั้งหนึ่งในเพจที่ตลกที่สุดแห่งยุค ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเป็นคนตลกเสมอไป นั่นคือบทเรียนแรกที่เราได้รู้จากการพูดคุยกับ เรย์ ชาน ซีอีโอ 9GAG ชาวฮ่องกง ระหว่างงาน Digital Thailand Big Bang 2019 เมื่อเร็วๆนี้

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือมุมมองของเจ้าตัว ทั้งในแง่การทำธุรกิจ และการใช้ชีวิต ที่คนคิดจะเป็นผู้ประกอบการหรือทำสตาร์ทอัพควรรู้

เห็นว่าคุณเริ่มทำ 9GAG ในแบบพาร์ทไทม์ก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่เริ่มจริงจังกับมัน?

เราเริ่มทำ 9GAG ตอนปี 2008 แต่กว่าจะมีสถานะเป็นบริษัทจริงๆ ก็หลังจากนั้นสี่ปี เราเริ่มจริงจังขึ้น ตอนที่เห็นว่ามันเริ่มมีกำไรจนเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้

 

แล้วระหว่างการเป็นคนทำคอนเทนต์ กับการเป็นซีอีโอที่ต้องทำธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว ต่างกันแค่ไหน ยังไงบ้าง?

แม้แต่ตอนเริ่มต้น ผมคิดว่าเราก็ไม่ได้เป็นคนที่ทำคอนเทนต์นะ บทบาทของเราจริงๆเป็นเหมือนแพลตฟอร์มที่เปิดให้คนเอาคอนเทนต์มาลงมากกว่า

คุณจะเห็นว่าผมเองก็ไม่ได้เป็นคนตลกอะไรเลย เป็นคนซีเรียสด้วยซ้ำ แต่เราเชื่อว่ามีคนทำคอนเทนต์เก่งๆอยู่เต็มไปหมด ตอนเริ่มต้น เราถึงคิดว่าปัญหาที่เราจะแก้ ไม่ใช่การทำคอนเทนต์สนุกๆ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้คนเอาคอนเทนต์สนุกๆมาลง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบทบาทของ 9GAG ถึงอยู่ในรูปแพลตฟอร์ม

ตัวผมจริงๆ ก็เป็นแค่หนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีบทบาทแตกต่างกันไป ผมดีไซน์ไม่เป็น เขียนโปรแกรมก็ไม่เป็น ถึงได้มาเป็นซีอีโอ

ที่บริษัทฯ เราเรียกกันตลกๆว่า ซีอีโอ คือ Chief Email Officer งานหลักของผมคืออ่านอีเมล แล้วก็ตอบ ฯลฯ

แต่ความแตกต่างระหว่างตอนที่เราเป็นบริษัทเล็กๆกับปัจจุบัน คือช่วงแรก เราสามารถโฟกัสกับโปรดักท์ได้เต็มที่ แต่ตอนนี้ เราต้องเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี จะหาเงินเข้าบริษัทได้ยังไง โรดแมพว่าบริษัทฯจะเดินหน้าต่อไปทางไหน

คุณพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ดี มันควรจะเป็นยังไง?

เอาจริงๆนะ ผมไม่รู้หรอกว่าวัฒนธรรมองค์กรที่ดีตามหลักการมันเป็นยังไง แต่สำหรับที่ 9GAG เรามองว่ามันควรเปิดกว้าง ตรงไปตรงมาระหว่างคนทำงานด้วยกัน ผมอาจจะบอกกับใครซักคนในทีมได้ว่านายควรจะทำได้ดีกว่านี้ หรืออาจเป็นการเตือนกันว่าที่กำลังทำอยู่นี่มันผิด มาหาทางแก้กันดีกว่า

อีกเรื่อง ก็คือคนในทีมต้องทำงานหนักได้ เพราะบางครั้งมันก็ไม่ได้ขึ้นกับแค่ไอเดียอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าคุณพยายามแค่ไหนให้ไอเดียนั้นเกิดผล นี่เป็นคุณสมบัติที่เราให้ความสำคัญเวลาจ้างพนักงานใหม่ๆ และเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เราต้องการ

ผมไม่ได้บอกว่านี่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีหรือถูกต้อง มันแค่เป็นสิ่งที่เราอยากให้เป็น

 

พอมองย้อนกลับไป คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้ 9GAG แตกต่างจากแพลตฟอร์ม User-Generate Content อื่นๆ และอะไรที่ทำให้พวกคุณประสบความสำเร็จ

ไม่รู้สิ โชค ก็อาจจะส่วนหนึ่ง ช่วงเวลา ก็อาจจะเป็นอีกส่วน เพราะช่วงสี่ปีแรกที่เราเริ่มทำ มันยังไม่มีแพลตฟอร์มอะไรแบบนี้มากนัก

ผมยังจำได้ว่าตอนปี 2012 Facebook ก็เพิ่งจะเริ่มได้รับความนิยมไปทั่วโลก จากนั้นถึงจะมีแพลตฟอร์มคล้ายๆกันเกิดขึ้น ช่วงเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

อีกเรื่องก็คือเราให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานมาก โดยเฉพาะเรื่อง UX

ในแง่ของคนทำธุรกิจ เราก็อยากได้เงินมากๆ แต่เราก็ไม่อยากให้โฆษณามันเด้งขึ้นมาบ่อยจนยูสเซอร์รำคาญ นั่นคือเหตุผลหลักๆที่ทำให้เราต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ

 

คุณหมายถึงการสร้างสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับ UX รึเปล่า?

ก็ไม่เชิงสมดุลซะทีเดียว ผมว่ามันขึ้นกับว่าคุณให้ความสำคัญกับอะไรก่อน (priority) และที่เราเลือก UX ก่อน เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่มันมีคุณค่าขึ้นมาจริงๆได้ ก็มีโอกาสที่เราจะสร้างรายได้จากตรงนั้นขึ้นมา

 

พูดถึงโรดแมพ พอจะบอกได้ไหมว่าอนาคตของ 9GAG จะเป็นยังไง?

ผมคาดเดาอนาคตไม่ได้หรอก แต่เป้าหมายหลักที่เราวางไว้ คือเอาตัวเองให้อยู่รอด คุณจะเห็นว่าทุกองค์กรมันมีวัฏจักรของมันอยู่ แม้แต่บริษัทที่เคยยิ่งใหญ่อย่าง Yahoo! ทุกวันนี้ก็กลายเป็นแค่บริษัทลูกของบริษัทอื่นไปแล้ว นั่นทำให้เรารู้ว่าการทำธุรกิจ สิ่งที่ยากที่สุดคือการประคองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ ซึ่งมันก็คือเป้าหมายหลักของเรา

อีกเรื่องคือ เราก็พยายามหาเรื่องน่าสนใจที่ยูสเซอร์ของเราต้องการ พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆมาตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาให้พวกเขา

พอจะมีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากริเริ่มธุรกิจใหม่ๆหรือเป็นผู้ประกอบการไหม?

ผมว่าการใช้คำว่า “คำแนะนำ” มันฟังดูเวอร์ไปหน่อย อย่างที่ผมพูดบนเวที เพราะปัญหาของคำแนะนำคือประสบการณ์ของคนพูดมีข้อจำกัด

ที่ผมพูดแบบนี้ ทำแบบนี้ เพราะผมเป็นคนแบบนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้

สิ่งสำคัญที่ผมพอจะแนะนำได้ คือหาจุดเด่นของคุณ (your true power) ให้เจอ ถ้าคุณพูดเก่ง ก็ต้องพัฒนามันให้ถึงที่สุด จากนั้นก็หาพาร์ทเนอร์ในชีวิต นี่ผม

หมายถึงด้านหนึ่งคือ co-founder ที่จะร่วมทำธุรกิจกับคุณ อีกด้านคือคนที่เป็นคู่ชีวิตของคุณ

เพราะการเป็นผู้ประกอบการเป็นความท้าทายมากๆ คุณจะต้องการการสนับสนุนอย่างมาก เพราะไม่มีทางที่คุณจะทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องมีคนคอยช่วยคุณทั้งเรื่องหน้าที่การงาน และเรื่องชีวิตส่วนตัว

มันอาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่นี่เป็นประสบการณ์ตรงของตัวผมเอง

AHEAD TAKEAWAY

9GAG คืออะไร?

ถ้าคุณเคยเห็นมีมรูป เฉินหลง กุมขมับ เหยาหมิง หัวเราะ และอีกสารพัดตัวการ์ตูนบนลายเส้นดิบๆ นั่นแปลว่าคุณน่าจะเคยผ่านตาคอนเทนต์ของเพจๆนี้มาบ้างในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาบ้างแล้ว

9GAG คือแพลตฟอร์มออนไลน์จากฮ่องกง ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ไอเดียของตัวเอง (หรือที่เรียกว่า user-generated content) ด้วยมุกตลกสารพัดรูปแบบ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการถูกแชร์ต่อๆกันไปในโซเชียลมีเดียอื่นๆ และมีผู้ใช้ในแต่ละเดือน กว่า 150 ล้านคนทั่วโลก

เรย์ ชาน คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มนี้ ร่วมกับเพื่อนๆอีกสี่คน เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ในฐานะไซด์โปรเจกต์ของงานประจำ ก่อนที่มันจะสร้างรายได้ให้พวกเขามหาศาล จนกลายเป็นงานหลักไปในที่สุด
จากภาพลักษณ์ภายนอก ชาน ดูเหมือนนักศึกษาคงแก่เรียน และซีเรียสเกินกว่าจะบอกใครได้ว่าเขาเป็นซีอีโอของ 9GAG
 
จนเมื่อถึงเวลาขึ้นเวทีพูดในงาน Big Bang 2019 ในหัวข้อ All the startup advice you read is wrong (including this one) เจ้าตัวก็ตอกย้ำว่าเป็นเขาเป็นคนแบบนั้นจริงๆ คือ ไม่ตลกอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้
ระหว่างการพูด เรย์ แทบไม่ได้เจาะจงถึงความสำเร็จของ 9GAG เลย แต่เลือกจะ “แนะนำ” ผู้ประกอบการ (หรือคนที่กำลังคิดจะเป็น) ว่า “อย่าเชื่อ” สารพัดคำแนะนำทั้งหลายที่มีให้อ่าน ทั้งในโลกออนไลน์ หรือบนหน้าหนังสือ
แม้แต่สิ่งที่เขาพูดบนเวทีก็เช่นกัน
เรย์ เริ่มต้นด้วยการยกประสบการณ์ตรงที่เด็กๆในวันวานหลายคนได้รับคำแนะนำหรือเตือนจากพ่อแม่ ว่า จะนั่งเล่นเกมอยู่หน้าจอเป็นวันๆไปทำไม ไม่มีประโยชน์
 
พร้อมผายมือไปทางเวทีอีสปอร์ตภายในงาน และกล่าวว่าทุกวันนี้ เกมคอมพิวเตอร์กลายเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล ส่วนนักกีฬาอีสปอร์ตก็มีรายได้มากกว่าพนักงานกินเงินเดือนเป็นไหนๆ
 
เรย์ ไม่ได้บอกว่าคำแนะนำของพ่อแม่ในวันนั้นเกิดจากความไม่หวังดี แต่เป็นเพราะ ประสบการณ์ของผู้แนะนำนั้น “มีจำกัด
 
เพราะคนในเจเนอเรชั่นก่อน ถูกหลอมมาแบบหนึ่ง จึงยึดติดกับเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเคยชินว่าอาชีพอย่างหมอ หรือทนายความ คือความสำเร็จ
เช่นกัน ในโลกของผู้ประกอบการ เรย์ บอกว่ามีคำแนะนำมากมายให้คุณ พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้าเสิร์ชหาคำว่า “startup advice” จะมีคำตอบมากถึง 150 ล้านอย่าง แต่ในการทำงานจริงๆ มันอาจใช้ไม่ได้จริงเลยก็ได้
 
เพราะอะไร?

#1
ความเชื่อมโยง/เกี่ยวข้องกัน (correlation) ไม่ใช่ สาเหตุ (causation)

เช่น การที่ สตีฟ จ๊อบส์, บิล เกตส์ หรือ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ดร็อปเรียนกลางคันเพื่อมาตั้งกิจการของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าคนอื่นๆที่ทำแบบเดียวกันจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน เพราะมีคนที่ดร็อปเรียนอีกมากแล้วล้มเหลวนับไม่ถ้วน

#2
การอ่านอย่างเดียว ไม่ได้ผลเท่าลงมือทำ

เรื่องนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับหลายคน เพราะต่อให้คุณได้อ่านคำแนะนำดีๆมากขนาดไหน แต่ถ้าไม่ได้นำมาใช้เลย ก็เปล่าประโยชน์

#3
ในชีวิตจริง มีอีกสารพัดปัจจัย ที่ทำให้คุณแตกต่างจากเจ้าของคำแนะนำ

เช่นการเหมารวมว่า ซิลิคอน วัลลีย์ คือต้นกำเนิดนวัตกรรม ถ้าคุณไปตั้งบริษัทหรือใช้ชีวิตที่นั่นก็มีโอกาสจะสร้างหรือคิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นได้
เช่นกัน ถ้าคุณเปิดบริษัทในเอเชีย เพื่อให้บริการคนเอเชีย ก็ต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตในแบบเอเชียด้วยแทนที่จะยึดตามวิถีตะวันตกแบบไม่ลืมหูลืมตา
แล้วตกลง เรายังควรสนใจคำแนะนำเหล่านั้นรึเปล่า? คำตอบจาก เรย์ คือเราก็ยังคงต้องอ่านคำแนะนำเหล่านั้นอยู่ดี
 
เหตุผลคือการอ่านยังเป็นตัวจุดประกายให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆขึ้นซึ่งอาจเป็นการดัดแปลง หรือต่อยอดจากสิ่งที่ผ่านตาเรามา
 
ถัดมาคือ อาจมีบทเรียนบางอย่างที่เรานำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง แต่เราไม่เคยผ่านเรื่องแบบนั้นมาก่อน
 
สุดท้าย คือเรื่องของแรงบันดาลใจเพราะการอ่านเรื่องที่ว่า อีลอน มัสก์ หรือ สตีฟ จ๊อบส์ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้อย่างไร ก็ยังสามารถกระตุ้นให้เรามีแรงฮึด หรือหาทางออก เมื่อเจอกับปัญหาได้

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า