โรฮิท คัลคาร์นี นักวิเคราะห์จาก MKM Partners คาด Amazon Web Services มีโอกาสสูงที่จะเติบโตแซงหน้า Oracle ขึ้นไปรั้งอันดับสอง ในกลุ่มผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรและดาต้าเบส ภายใน 12 ถึง 15 เดือนนับจากนี้

บริการคลาวด์ของ Amazon ซึ่งเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2006 ถือเป็นธุรกิจหลักอีกประเภทที่ทำกำไรอย่างมหาศาลให้กลุ่มบริษัทฯของ เจฟฟ์ เบโซส

โดยในไตรมาสที่สามของปีนี้ AWS มีรายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย (revenue) ทั้งสิ้น 9,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 13% ของรายรับทั้งหมดของ Amazon

ส่วนรายได้จากการดำเนินงาน (operating income) อยู่ที่ 2,260 ล้านดอลลาร์ นับเป็น 71% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาสเดียวกันของ Amazon เลยทีเดียว

ผลงานดังกล่าวทำให้ คัลคาร์นี ประเมิน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก FactSet ว่าภายในปี 2020 AWS น่าจะทำรายรับรวม 45,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ แซงหน้า Oracle ที่่่น่าจะมีรายรับราว 41,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นเป็นอันดับสอง ในกลุ่มผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรแทน

ขณะที่อันดับ 1 นั้น คัลคาร์นี มองว่า Microsoft จะยังรักษาอันดับ 1 ไว้ต่อไปได้จนถึงปี 2021 เป็นอย่างน้อย

(อ่านเพิ่มเติม 8 เหตุผลที่ทำให้ เจฟฟ์ เบโซส รวยที่สุดในโลก)

AHEAD TAKEAWAY

การเติบโตของ Amazon Web Services เป็นอีกครั้ง ที่ยืนยันถึงวิสัยทัศน์ของ เบโซส ว่าล้ำหน้ากว่าผู้บริหารหลายๆคนในยุคเดียวกันมากแค่ไหน

เพราะอันที่จริงแล้ว Oracle นั้น ก็เป็นผู้ให้บริการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นเสาหลักขององค์กรใหญ่ๆมายาวนาน แม้แต่ Amazon เองก็เคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทฯเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจของ AWS เติบโตขึ้น เบโซส ก็มองเห็นช่องทางที่จะสามารถต่อยอดไปได้ จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะจากคู่ค้าเป็นคู่แข่งไปแทน ด้วยการเปิดให้บริการ Amazon Aurora เพื่อแข่งขันกับ Oracle ในธุรกิจระบบฐานข้อมูล เมื่อปี 2014

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ แลร์รี เอลลิสัน เป็นอย่างมาก ถึงขนาดกล่าววิจารณ์ AWS เมื่อปี 2017 ว่า “ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญอะไรในธุรกิจดาต้าเบส เพราะแม้แต่ตัว Amazon ก็ยังดำเนินงานบนระบบของ Oracle”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป Amazon ก็ค่อยๆลดการพึ่งพา Oracle ลงจริงๆ และเริ่มโยกข้อมูลไปให้บริษัทในเครืออย่าง AWS ดูแลแทน และเพิ่งประกาศถอนตัวจากการใช้งานระบบของ Oracle อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน AWS ยังให้บริการลูกค้ารายใหญ่อื่นๆ อย่าง Apple, Capital One และ Lyft ฯลฯ รวมถึงสัญญาระยะยาวกับลูกค้าที่ยังไม่เริ่มต้นให้บริการ อีกหลายราย และธุรกิจคลาวด์เซอร์วิสนี่เอง ที่ถูกมองว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของธุรกิจใหม่ๆในอนาคต

(อ่านเพิ่มเติม เผยเม็ดเงินในเศรษฐกิจดิจิทัลสหรัฐ กว่า 2 ใน 3 ตกอยู่ในมือ 3 ยักษ์เทคฯ)

นั่นทำให้ คัลคาร์นี มองว่า ระยะยาว Amazon มีโอกาสจะเติบโตได้มากกว่านี้อีกมากในภาพรวม เพราะบริษัทฯมีหลายธุรกิจในมือ ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก โฆษณาดิจิทัล โลจิสติกส์ ฯลฯ

(อ่านเพิ่มเติม Amazon เปิดตัวโดรนแห่งอนาคต ส่งสินค้าถึงมือใน 30 นาที)

และคงไม่แปลก หากอีกสิบปีจากนี้ไป เราจะยังได้เห็นชือของ เบโซส ในฐานะชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกต่อไป ต่อให้เสียทรัพย์สินไปมหาศาลจากการหย่าร้างแล้วก็ตาม

เรียบเรียงจาก
Amazon will soon surpass Oracle as the second-biggest enterprise software company, analyst says

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า