ในวันที่ข่าวสารด้านเทคโนโลยีมีให้คุณเลือกอ่านมากมาย The Next Web จากเนเธอร์แลนด์ คือหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางนี้ตั้งแต่เมื่อทศวรรษก่อน จนเติบโตกลายมาเป็นหนึ่งในผู้จัด Tech Conference ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของยุโรป

และเมื่อเร็วๆนี้ TNW ก็ได้มาร่วมเป็นพันธมิตรของ depa ในการจัดงาน Digital Thailand Big Bang 2019 ด้วย

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้คุยกับ แพทริค เดอ แลฟ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง TNW ถึงมุมมองของเจ้าตัวต่ออนาคตของวงการสื่อในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงทรรศนะต่อวงการสตาร์ทอัพที่เจ้าตัวคลุกคลีมาตลอด

คุณคิดว่าอะไรทำให้ The Next Web แตกต่างจากสื่อด้านเทคโนโลยี/นวัตกรรมอื่นๆ

ตอนเราเริ่มทำ The Next Web เมื่อปี 2006 เรายังเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆในบริษัททำเว็บไซต์ ที่ชอบถกกันเรื่องอนาคตเกี่ยวกับเทคโนโลยี เราไม่ได้มาจากสายสื่อมวลชนโดยตรง แต่เป็นคนในวงการที่หันมาทำสื่อ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่นๆ

เรานำเสนอจากมุมของคนที่อยู่ในวงการ เราพูดในสิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราเห็น มาจากมุมของคนที่เป็นผู้ประกอบการจริงๆ

จนถึงปี 2015 เราก็ตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการเพิ่มยูนิตทางธุรกิจอื่นๆไป เราทำโคเวิร์คกิ้งสเปซ สำหรับเทคสตาร์ทอัพ เราทำธุรกิจให้คำปรึกษากับแบรนด์ใหญ่ๆหลายราย รวมถึงภาครัฐ ในด้านการสร้างนวัตกรรม และระบบนิเวศที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เรายังมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลต่างๆของสตาร์ทอัพทั่วโลกไว้

การที่เราต่อยอดธุรกิจออกไปในหลายๆด้าน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เราแตกต่างจากสื่ออื่นๆในยุโรปด้วยกัน เพราะถ้ามีบริษัทไหนอยากสร้าง brand awareness ก็สามารถติดต่อมาหาเราได้ ถ้าใครอยากทำอีเวนท์ก็สามารถมาปรึกษาเราได้ บางครั้งเขาอาจจะมีคำถามแค่คำถามเดียว แต่เราสามารถตอบได้จากหลายมุมมอง

ถึงตอนนี้ หลายๆบริษัทจะพยายามทุ่มงบเพื่อสร้างเครือข่ายคล้ายๆกัน แต่ผมมองว่าเรายังนำพวกเขาอยู่ก้าวหนึ่ง

ก้าวต่อไปของ TNW หลังดีลกับ Financial Times คืออะไร?

Financial Times เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลักของเรา ตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ไม่ได้รวมเราเข้าเป็นบริษัทในเครือ พวกเขายังปล่อยให้เราบริหารตามปกติ ที่เราคิดไว้ก็คืออาศัย asset บางอย่างของทาง FT ช่วยยกระดับให้เราเติบโตเป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในแง่ของคุณภาพและปริมาณ และก็อาจจะมีโครงการที่ทำร่วมกันด้วย

คุณมองทิศทางของวงการสื่อจากนี้ไปว่าจะเป็นยังไงบ้าง โดยเฉพาะสื่อหลักๆอย่าง Financial Times หรือ New York Times ที่นำระบบสมาชิกมาใช้

ถ้าคอนเทนต์ของคุณเป็นที่ต้องการจริงๆ ชนิดที่หาจากไหนไม่ได้แล้ว ผมว่ามันก็สมเหตุสมผลดีที่จะทำแบบนั้น ปัญหาคือทุกวันนี้เรามีสื่ออยู่มากมาย แต่น่าจะมีแค่ไม่กี่รายที่ใช้ระบบสมาชิกได้ เพราะเท่าที่เห็น ก็มีแค่ไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จกับโมเดลนี้

เพราะในขณะที่มันใช้ได้ผลกับ Netflix โมเดลนี้กลับไม่ค่อยได้ผลกับสื่อที่ทำข่าวเท่าไหร่

แนวทางที่น่าจะได้ผลกว่าสำหรับผมคือ การจับกลุ่มเป้าหมายของคุณให้ได้ และหาว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะการนำเสนอข่าวเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่อาจต้องมีงานวิจัยที่โยงกับประเด็นนั้นๆมานำเสนอ

ขณะเดียวกัน ก็อาจต้องมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆไว้ด้วย เพราะลำพังโฆษณาอย่างเดียวคงไม่พอ แปลว่าเราอาจจะได้เห็นคนในธุรกิจนี้ทดลองอะไรใหม่ๆอีก ซึ่งในแต่ละประเทศ หรือภูมิภาค ก็น่าจะมีความแตกต่างกันด้วย

ผมอาจจะยังมีข้อมูลทางฝั่งเอเชียไม่มากนัก แต่การบริโภคสื่อของฝั่งสหรัฐฯและยุโรปนั้นเปลี่ยนไปมากจริงๆ

สองปีก่อน ราวๆ 60% ของการบริโภคสื่อเกิดขึ้นผ่าน Facebook แต่ตอนนี้ มันลดเหลือไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ มันแปลว่าคนทางฟากนั้นไม่ได้บริโภคสื่อทาง Facebook แล้ว ตกลงพวกเขาไปไหนกัน? สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้คือคนทำสื่อไม่สามารถฝากความหวังไว้กับโซเชียลมีเดียอย่างเดียวได้อีกแล้ว เพราะพวกเขาเปลี่ยนอัลกอริทึมตลอดเวลา พวกเขาควบคุมพฤติกรรมผู้บริโภคไว้

ในฐานะที่คุณคลุกคลีกับวงการ ทั้งในฐานะสื่อและผู้ประกอบการ คุณมองวงการสตาร์ทอัพและเทคโนโลยียังไงบ้าง

ที่ผ่านมา เราเห็นสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากมาย หลายรายก็พยายามเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพ คำถามที่ผมอยากถามคือเราใช้เกณฑ์อะไรวัดว่าบริษัทนั้นๆเป็นสตาร์ทอัพ มันไม่ใช่แค่คุณลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง แล้วบอกว่าคุณคือสตาร์ทอัพ

เรื่องที่ผมว่าน่าสนใจ คือการประเมินมูลค่าของสตาร์ทอัพในตอนนี้ ที่มีเคสน่าสนใจอย่าง Uber หรือ WeWork ที่มูลค่าพุ่งสูงเกินจริงไปมาก อย่างกรณีของ WeWork ที่ในมุมของผม พวกเขาคือบริษัทอสังหาฯ แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นเทคสตาร์ทอัพ และมันก็มีผลต่อมูลค่าของตัวบริษัทฯด้วย ในการพยายามยื่นขอ IPO แล้วสุดท้ายนักลงทุนก็เห็นว่ามันไม่ใช่

ในอีกมุม เราอาจจะบอกได้ว่าทุกบริษัทก็คือบริษัทเทคโนโลยีทั้งนั้น แม้แต่ Heineken หรือ Budweiser เพราะกรรมวิธีผลิตของพวกเขาก็ต้องใช้เทคโนโลยีอยู่ดี ผมเลยคิดว่าถ้าบริษัทของคุณไม่ได้อยู่ในสาย deep tech จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทเทคโนโลยี

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า