ปัจจุบัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์อยู่ใกล้ชิดกับเราในแทบทุกเรื่อง แต่หลายคนกลับไม่รู้ตัว AI Superpowers : China, Silicon Valley, and the New World Order ที่เขียนโดย ดร. ไค-ฟู ลี คือหนังสือที่เขย่าให้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงพลังของเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง

โดยเฉพาะบทบาทในปัจจุบันของจีน ชาติที่ถูกมองว่าถนัดแต่การก๊อปปี้ แต่กลับใช้เวลาไม่นาน จนกำลังจะไล่ตามสหรัฐฯทันในเรื่องนี้ และขึ้นเป็นขั้วอำนาจที่คานกับยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตกอย่างสูสี ในอีกไม่ช้า

ใครคือ ไค-ฟู ลี?

ดร. ไค-ฟู ลี (Kai-Fu Lee) คือใคร? ทำไมประเด็นที่เขาเขียนถึง จึงเป็นที่ยอมรับขนาดนี้?

ดร. ลี คือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวไต้หวัน ผู้มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี Speech Recognition หรือระบบจดจำเสียงพูดของมนุษย์ ให้กับ Apple รวมถึงเคยร่วมงานกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมากมาย ทั้ง SGI, Microsoft รวมถึงรับตำแหน่งประธานของ Google China ด้วย

สิ่งที่เขาเขียนลงในหนังสือเล่มนี้ จึงมีครบทั้งข้อมูลในเชิงวิชาการ ประสบการณ์ตรง และรายละเอียดเชิงลึกจากการได้คลุกคลีในแวดวงเทคโนโลยีของทั้งสองฝั่งอย่างใกล้ชิด

ที่ผมจะสรุปเนื้อหาจาก AI Super Powers ในที่นี้ ไม่ได้หยิบมาพูดถึงทุกบท แต่จะเลือกมาเฉพาะประเด็นที่ผมสนใจนะครับ

สถานะของ AI ในปัจจุบัน

ตอนนี้ AI อยู่ในช่วงที่พร้อมให้นำมาใช้ประกอบธุรกิจแล้ว หลังผ่านยุคค้นคว้าวิจัยมาเป็น 10 ปี จนเริ่มอิ่มตัวแล้วในระดับนึง

(อ่านเพิ่มเติม 5 คำทำนายโลกอนาคต จาก แอนดรูว์ อึ้ง กูรูแห่ง AI)

ประมาณการว่า ภายในปี 2030 จะเกิดธุรกิจเกี่ยวกับ AI คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ใน 6 ของ GDP โลกในปัจจุบัน ที่สำคัญคือครึ่งนึงในนั้นจะมาจากจีน และอีก 1 ใน 4 จะมาจากสหรัฐฯ

ถ้าใครยังคิดว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว อาจต้องคิดใหม่ เพราะเมื่อเวลานั้นมาถึง ยุคของ AI จะถ่างช่องว่างระหว่าง คนรู้กับคนไม่รู้ คนรวยกับจน ให้กว้างและชัดขึ้นไปอีก ไม่เหมือนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ช่วยให้คนรากหญ้ามีโอกาส มีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ยุค AI ยิ่งขยาย ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าของเทคโนโลยีมากขึ้น มีข้อมูลบิ๊กดาต้า มากขึ้น เพื่อนำไปประมวลผลและพัฒนาต่อไม่มีสิ้นสุด จนนำไปสู่การผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จด้วยกำแพงข้อมูล

ที่น่ากลัว คือการแผ่ขยายด้วยวิธีนี้ จะเร็วกว่าทุกยุค เพราะไม่ต้องมีการขนส่งฮาร์ดแวร์ เช่นเครื่องจักร หรือคอมพิวเตอร์อีกแล้ว เพราะข้อมูลทุกอย่างสามารถอัพโหลดหรือดาวน์โหลดได้ตลอดเวลา

เท่ากับว่าคนที่ผูกขาดตรงนี้ไว้แล้ว จะครอบครองพื้นที่ในตลาดกันแบบนาทีต่อนาที ไม่เปิดช่องให้ผู้มาใหม่แทรกตัวเข้าไปได้เลย

ยิ่งตอนนี้ โลก AI ถูกครองครองไว้โดย 7 ยักษ์ใหญ่ G-A-M-F-B-A-T ที่พอกางชื่อให้เห็น หลายคนก็น่าจะเริ่มกังวลได้แล้ว

เพราะมีทั้ง Google, Amazon, Microsoft, Facebook ของฝั่งอเมริกัน และ Baidu, Alibaba และ Tencent ของจีน

อะไรทำให้จีนมีโอกาสแซงสหรัฐฯเป็นเบอร์หนึ่งได้?

ดร.ลี อธิบายว่าการพัฒนา AI ที่ดีต้องมีวัตถุดิบ 3 อย่าง

อย่างแรกคือคอมพิวเตอร์ซึ่งมีพลังในการประมวลผลระดับแรงขั้นเทพ โปรแกรมเมอร์หรือวิศวกรคอมพิวเตอร์เทพ และก็ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า

ความเร็วในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ไม่แตกต่างกันมากนัก ตัววิศวกรของจีนอาจจะยังตามหลังอยู่ แต่ที่จีนเหนือกว่าแน่ๆ คือปริมาณข้อมูลมหาศาลในมือ

เพราะยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ การพัฒนา AI ผ่านโมเดล deep learning ก็จะนำไปสู่การค้นพบแพทเทิร์นที่สมบูรณ์ขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งวิศวกรระดับสุดยอดจากซิลิคอน วัลลีย์ เพื่อพัฒนา เหมือนในยุคบุกเบิกอีกต่อไป

แล้วข้อมูลมหาศาลที่ว่ามาจากไหน? การเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟน ในช่วงสิบปีหลังสุด คือที่มา

และปัจจุบัน คนจีนใช้จ่ายผ่าน Mobile payment มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 50 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวเหมือนคนอเมริกันด้วย

ทัศนคติที่แตกต่าง

ยิ่งไปกว่านั้นคือทัศนคติของคนจีนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อการมีที่ยืนในสังคม

ข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการจีนคือ แต่ละรายเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย พร้อมจะเลียนแบบคู่แข่งตลอดเวลา เพื่อยึดมาเป็นของตัวเอง โดยไม่สนว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกหรือผิด เป็นวิธีคิดแบบ market-driven

ถ้าใครคิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆขึ้นมาได้ หมายถึง การประกาศสงคราม ไม่ใช่ประกาศชัยชนะ เพราะผู้ประกอบการคนอื่นๆจะทำตามทันที และไปตัดสินกันด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจว่าใครจะครองตลาดได้ก่อน ซึ่งหลายครั้ง คนที่เลียนแบบ (Copy and adapt) ชนะ คนต้นคิด ( original idea)

ขณะที่รัฐบาลจีนก็แสบใช่เล่น ชาติตะวันตกที่พยายามเข้าไปเจาะไม่ค่อยเข้ เพราะเจ้าถิ่นดุมาก รัฐสนับสนุนคนในประเทศเต็มที่ ตั้งแต่ น้ำ ไฟ ออฟฟิศ ข้อมูล จนถึงภาษีฟรีหมด รวมถึงร่วมลงทุนกับภาคเอกชนแบบมี Capital gain ฝั่งรัฐบาลด้วย

ส่วนสหรัฐฯ เวลาคิดอะไรใหม่ๆได้ จะนำเสนอของตัวเองไปยังตลาดใหม่ๆ ผิดกับจีนที่จะเลือกพัฒนาร่วมกับคนในท้องถิ่นนั้นๆ เหมือนที่ Alibaba ร่วมมือกับ CP แต่พี่มาร์คมาเที่ยวผับเฉยๆ

AI ทั้ง 4 คลื่น

AI ที่ถูกนำมาใช้งานจริง ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต มีอะไรบ้าง ดร.ลี แบ่งประเภทไว้คร่าวๆ 4 คลื่น ตามนี้

  • Internet AI เป็นคลื่น AI ยุคแรก ที่ถูกนำมาใช้ในการประมวลผล เพื่อให้คำแนะนำรูปแบบต่างๆ สำหรับการตัดสินใจ โดยอ้างอิงพื้นฐานของข้อมูลที่รวบรวมมา (Optimization & recommendation) ตัวอย่างที่หลายๆคนคุ้นเคยกันดี คือการแนะนำคลิปต่างๆใน YouTube หรือโฆษณาสินค้าที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณค้นหาใน Google
  • Business AI เป็นการนำการประมวลผล มาประยุกต์ใช้ เพื่อทดแทนมนุษย์ ซึ่งอาจมีข้อจำกัด เช่น ความสามารถในการอ่านข้อมูลจำนวนมาก หรืออคติในการตัดสินใจ อาจเป็นการพิจารณาคดีแทนผู้พิพากษา พิจารณาหรือตรวจสอบสินเชื่อแทนพนักงานธนาคาร ไปจนถึงวินิจฉัยโรคแทนหมอ และลงทุนแทนผู้จัดการกองทุน!!
  • Perception AI เป็นการผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน สำหรับใช้สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การศึกษาในโรงเรียนแบบเฉพาะบุคคล ( Tailor made) ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน หรือร้านสะดวกซื้อไร้คนขับอย่าง Amazon Go ที่ไม่จำเป็นต้องมีแคชเชียร์ เพราะมี AI ทำหน้าที่แทน
  • Autonomous AI ซึ่งเป็นการหลอมรวมคลื่นทั้งสามลูกก่อนหน้าเข้าด้วยกัน ทำให้นอกจากสามารถเรียนรู้ และรับรู้แล้ว จะเริ่มดำเนินการได้เองทั้งหมด เช่น รถไร้คนขับ สวนไร้คนสวน ฯลฯ

ที่น่าสนใจ คือภายในอีก 5 ปี คาดการณ์กันว่า จีนจะเหนือกว่า สหรัฐฯ ทุกคลื่น ยกเว้นข้อ 2 ข้อเดียว

AI ในอนาคต

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจมองไกลกันไปจนถึงขั้น AI พัฒนาตัวเองจนแซงหน้ามนุษย์ เลยเถิดไปถึงเครื่องจักรครองโลก ประเด็นนี้ยังไม่มีความเป็นไปได้ เพราะเอาเข้าจริง แค่จะให้หุ่นยนต์ดูแลคนป่วยยังยาก

ถึงอย่างนั้น สถานะของอาชีพใช้แรงงาน ไร้ทักษะ อยู่ในอันตรายแน่นอน อาชีพที่ปลอดภัยจริงๆ คือ นักบำบัดกับผู้ดูแลคนชรา และผู้ดูแลโปรแกรมหรือช่างเทคนิคที่คอยซ่อมบำรุงหุ่นยนต์

(อ่านเพิ่มเติม Amazon ให้อำนาจ AI ไล่พนักงานออกได้)

อาชีพส่วนใหญ่ยังอยู่รอดได้ แต่ต้องปรับตัว ให้มี Soft Skill มากขึ้น + ใช้เครื่องมือ ซึ่งก็คือเจ้าตัว AI ให้เป็น

ส่วนการไปถึงระดับ Singularity (มนุษย์อาจมีชีวิตเป็นอมตะ โดยถอดความคิดไปอยู่ใน Server) นักวิจัยคาดการณ์ว่า จะนำมาใช้ได้ในปี 2045

คำแนะนำอีกเรื่องจาก ดร.ลี คือ อย่าพยายามให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพเท่าเครื่อง เพราะไม่มีทาง แต่มนุษย์ต้องเลือกทำในสิ่งที่มี “คุณค่า” ต่อสังคมในโลกอนาคต ไม่ใช่แค่ในเชิงเศรษฐกิจ

ผมอ่านจบ AI Super Powers แล้วอยากไปอยู่ กิน ทำงานที่เมืองจีนกันเลยทีเดียว

จะว่าไป ก็ตรงกับที่เคยคุยกับไกด์ชาวจีน เขากล่าวว่า “อยากเที่ยวอดีตให้ไปยุโรป อยากเที่ยวอนาคตให้มาเมืองจีน” … เออจริง

แต่ที่แน่ๆ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เกิดมาในยุคนี้ ถ้าไม่ได้ใช้ AI ทำธุรกิจ พัฒนาของใหม่ๆ เสียดายโอกาสแย่เลย

อ่านเพิ่มเติม

มองโอกาสทางธุรกิจผ่านสายตา AI กับ ดร. ชนิกานต์ ว่องวิริยะวงศ์ แห่ง EATLAB

AI ยุทธศาสตร์ชาติยุคใหม่ของจีน

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Our Guest Contributor: พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA (พง) จบสถาปัตย์ฯ แถวสามย่าน แต่ด้วยความสนใจด้านการเงิน (อยากรวย) จึงผันตัวจนได้มาเป็น ผู้จัดการกองทุน บริหารเงินหลักพันล้านบาท ส่วนตัวเชื่อว่า การเงิน การลงทุนเป็นเรื่องที่จำเป็น และไม่ยากเกินจะศึกษาและลงมือ โดยเฉพาะในยุคของเทคโนโลยี ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและลงมือทำได้ แทบทุกเรื่องอย่างง่ายดาย ด้วยปลายนิ้วและความตั้งใจจริง
ตำแหน่งปัจจุบัน : กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)
ตำแหน่งในอดีตล่าสุด : Co-Founder Finnomena