ทรอย สตีเวนสัน รองประธาน Uber และหัวหน้าฝ่าย community operations ยอมรับที่ผ่านมา บริษัทฯเลือกโฟกัสผิดพลาด ที่เร่งดึงคนเข้าสู่แพลตฟอร์ม แทนที่จะเน้นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจในระยะยาว จนกลายเป็นปัญหาอย่างทุกวันนี้

Uber คือหนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจเรียกรถ (ride hailing service) เมื่อราวสิบปีก่อน และเพิ่งทำ IPO เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม อดีตสตาร์ทอัพเบอร์หนึ่งกลับประสบปัญหาราคาหุ้นถดถอย รวมถึงผลประกอบการที่ยังติดตัวแดงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการถูกตั้งคำถามถึงโมเดลธุรกิจที่ไม่ส่อแววทำกำไรได้

ทรอย สตีเวนสัน

สตีเวนสัน ซึ่งเดินทางไปร่วมในงาน Dreamforce 2019 ที่ซานฟรานซิสโก เมื่อเร็วๆนี้ ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า “ที่ผ่านมา เราพยายามจะดึงคนมาใช้แพลตฟอร์มของเราให้เร็วที่สุด และระหว่างนั้น อาจจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีน้อยเกินไป”

“ตอนผมเข้ามาที่นี่เมื่อสามปีก่อน ทีมที่ดูแลด้านเทคโนโลยีของเรามีแค่ไม่กี่สิบคน นั่นทำให้เราขาดบุคลากรในการพัฒนาฟีเจอร์หลักๆในแอพ หรือแม้แต่การเชื่อมโยงต่างๆ”

อย่างไรก็ตาม สตีเวนสัน ยืนกรานว่าในระยะหลัง บริษัทฯเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในองค์กร รวมถึงการจับมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ เพื่ออุดช่องว่างเหล่านั้น

“เราได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เก่งๆด้านเทคโนโลยีหลายราย เรารู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเก่งในทุกๆด้าน เรามีจุดแข็งอยู่แล้ว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราจะพยายามเน้นต่อไป แต่เราก็ยังให้ความสำคัญกับส่วนอื่นๆด้วย ซึ่งในบางเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง”

สตีเวนสัน ยังรับว่าในช่วงหลายปีแรก ผู้บริหารชุดเก่าลังเลที่จะร่วมงานกับพาร์ทเนอร์อื่นๆที่อยู่นอกอีโคซิสเต็ม ซึ่งส่งผลให้การพัฒนาหลายๆเรื่องเป็นไปอย่างล่าช้า

“นั่นอาจทำให้เราเติบโตได้ไม่มากเหมือนที่ตั้งใจไว้ นั่นคือประสบการณ์สำคัญที่เราได้รับ วันนี้เราพยายามสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยให้เราก้าวต่อไปข้่างหน้าได้”

(เพราะอะไร Airbnb ที่อยู่ในธุรกิจแชริ่งเอโคโนมีเหมือนกัน ถึงไม่มีปัญหาแบบเดียวกัน หาคำตอบได้ใน Do Things that Don’t Scale เหตุผลที่ WeWork ไม่เวิร์ค)

AHEAD TAKEAWAY

ต้องยอมรับว่า Uber คือผู้บุกเบิกธุรกิจเรียกรถ และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนความคิดของคนทั่วโลก ให้กล้า “ขึ้นรถคนแปลกหน้า” ที่ไม่ใช่แท็กซี่ได้

ในช่วงเวลาสิบปี บริษัทฯเติบโตจากสตาร์ทอัพเล็กๆ จนทำ IPO ได้สำเร็จในปีนี้ และได้รับการคาดหมายว่าจะยิ่งใหญ่ได้ในระดับเดียวกับ Facebook

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของผู้บุกเบิกให้บริการเรียกรถรายนี้ คือสามารถดึงยูสเซอร์มาใช้งานได้มหาศาล แต่ไม่สามารถทำกำไรได้

เฉพาะในปี 2018 บริษัทขาดทุนกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์ หรือถ้าเจาะเฉพาะไตรมาสสุดท้าย ก็สูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์แล้ว

สถานการณ์ของพวกเขาคล้ายๆ กับ WeWork ที่ล้มเหลวในการทำ IPO เมื่อเร็วๆนี้ คือต้องเผาเงิน (ลดราคา อัดโปรโมชั่นสารพัด) เพื่อขยายฐานลูกค้า (สเกลอัพ)

แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่ใช่เจ้าเดียวที่ทำธุรกิจนี้ การมีคู่แข่งรายอื่นๆ ทั้งในธุรกิจหลักอย่างการเรียกรถ หรือแม้แต่ธุรกิจอื่นๆที่แตกหน่อไปอย่างการเดลิเวอรี ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องตัดราคากันไปเรื่อยๆ เพราะลูกค้าเองก็ต้องการจ่ายให้น้อยที่สุด หรือต้องการความคุ้มค่ามากที่สุดเช่นกัน

ข้อมูลจาก Recode ระบุว่าทุกๆครั้งที่มีผู้ใช้บริการในสหรัฐฯ บริษัทจะขาดทุนเฉลี่ยเที่ยวละ 1.20 ดอลลาร์ หรือพูดง่ายๆว่า ยิ่งมีคนใช้มากเท่าไหร่ บริษัทฯยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่านั้น

เพราะรูปแบบธุรกิจเรียกรถ (และอาจจะรวมถึงเดลิเวอรี) แม้จะอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย แต่ค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็ยังเป็นเรื่องของค่าแรง โดยเฉพาะพาร์ทเนอร์ หรือคนขับรถ ซึ่งได้ส่วนแบ่ง 80% ต่อทริป

ทางเดียวที่ Uber จะทำกำไรจากโมเดลธุรกิจเดิมได้ คือต้องขอส่วนแบ่งมากขึ้นจากคนขับรถ หรือขึ้นค่ารถจากผู้โดยสาร

ซึ่งไม่ว่าทางไหน ก็จะกลับมาส่งผลเสียกับบริษัทฯอยู่ดี เพราะถ้าค่าแรงน้อย พาร์ทเนอร์ จะหนีไปขับให้คู่แข่ง ถ้าค่าโดยสารสูง คนจะก็เลือกใช้บริการอื่น

บริษัทฯ จึงไม่อยู่ในสถานะที่จะต่อรองกับฝ่ายไหนได้ ทั้งพาร์ทเนอร์และผู้โดยสาร จนกว่าการแข่งขันกับ Lyft จะสิ้นสุด เมื่อมีฝ่ายไหนยอมยกธงขาว (เหมือนที่เคยถอนทัพจากอาเซียน เพื่อเปิดทางให้ Grab กินรวบ : อ่านเพิ่มเติมใน บทวิเคราะห์กรณี Grab ซื้อ Uber ในอาเซียน)

หรือเข้าสู่ยุคที่บริษัทฯสามารถดำเนินการด้วยตัวเองผ่านแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา เพราะเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาก็อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนขับที่เป็นมนุษย์อีกต่อไป (อ่านเพิ่มเติม สร้างธุรกิจผูกขาดแบบ ปีเตอร์ ธีล ผู้ก่อตั้ง PayPal และ Tesla เล็งเปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับในปีหน้า)

ปัญหาคือนักลงทุนจะยอมปล่อยให้บริษัทฯเผาเงิน เพื่อประคองตัวต่อไปจนถึงวันนั้นรึเปล่า

เพราะแม้แต่ เทรวิส คาลานิค ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอ ยังทยอยขายหุ้นในมือต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งอาจตีความได้สองอย่าง ว่า เขาอาจต้องการเริ่มต้นใหม่ในธุรกิจอื่น

หรืออาจรู้ว่าหุ้นที่ถือไว้ในมือนั้น ยิ่งนานวันจะยิ่งถดถอยกันแน่?

เรียบเรียงจาก
Uber: We under-invested in technology

Nightmare Has Just Begun

Travis Kalanick cashes in another $93 million in stock as he separates himself further from the rideshare giant

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า