นักวิจัยในซีกโลกตะวันตก เชื่อจีนมีโอกาสเติบโตขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐฯ ด้านเทคโนโลยี ดัดแปลงพันธุกรรม ในอนาคตอันใกล้ หลังแสดงให้เห็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา พร้อมระบุชาติที่สร้างประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน เท่ากับกุมความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจไว้

ตัด-แต่ง-ต่อ เพิ่มประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านพันธุกรรมของจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อทีมวิจัยนำโดย เจ้า เจียนกั่ว หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์ของสถาบันสัตววิทยาในกรุงปักกิ่ง นำเทคโนโลยี CRISPR มาใช้ และนำมาซึ่งผลงานใหม่ๆมากมาย

อาทิ รายงานการวิจัยในปี 2016 ที่ระบุว่าสามารถกำจัดยีนสามส่วนในตัวหมูได้พร้อมกันในการตัดแต่งเพียงครั้งเดียว หรือการตัดต่อยีน UCP1 ลงไปให้หมูทนความหนาวเย็นได้ดีขึ้น เพราะมีไขมันขาวน้อยลง 5% ซึ่งส่งผลต่อสัมผัสและรสชาติด้วย

เทคโนโลยีเดียวกันนี้ ยังถูกนำมาใช้พัฒนาผลิตผลด้านอื่นๆ อาทิ พันธุ์ข้าวสาลีที่ทนต่อโรคราน้ำค้าง สุนัขตำรวจที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า หรือแม้แต่แพะที่ขนฟูกว่าปกติ รวมถึงกรณีอื้อฉาวเมื่อไม่นานมานี้ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนรายหนึ่งตัดต่อพันธุกรรมในเด็กทารกคู่หนึ่ง เพื่อสร้างให้ทั้งคู่มีภูมิคุ้มกัน HIV

ปัจจุบัน จีนเป็นชาติที่จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี CRISPR ไปใช้ มากเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐฯเท่านั้น เฉพาะที่เกี่ยวกับหมูอย่างเดียว ก็มีการดัดแปลงพันธุกรรมมากถึง 40 รูปแบบด้วยกัน

แม้มูลค่าทางการตลาดของยาด้านชีววิทยา และเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ของจีน จะยังเป็นแค่เศษเสี้ยวของอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันในสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าถึง 228,000 ล้านดอลลาร์

แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดก็สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลกรุงวอชิงตันอย่างมาก ถึงขนาดนำเรื่องนี้มาทบทวนในการเจรจาระหว่างสองประเทศ เมื่อเดือนกรกฎาคมด้วย

แม้แต่ มาร์ค แคซไมเออร์แซค นักชีววิทยาโมเลกุลของ Gryphon Scientific ก็มองว่าชาติที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจเหนือชาติอื่นๆ เพราะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่การเพิ่มผลผลิตได้ในอนาคต

เรียนรู้-ต่อยอด-สร้างใหม่

ในอดีต จีนมีความรู้ในศาสตร์ด้านชีวการแพทย์น้อยมาก แต่ความจำเป็นหลายๆด้าน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเร่งผลผลิตสำหรับเลี้ยงประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนของประเทศ ทำให้ภาครัฐตัดสินใจที่จะยกระดับความรู้ด้านนี้

หนึ่งในแนวทางที่กำหนดขึ้น คือการส่งนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถไปเรียนรู้เพิ่มเติมจากชาติตะวันตก โดยมีเป้าหมายเพื่อนำความรู้ที่ได้ กลับมาพัฒนาต่อให้สามารถสเกลในระดับอุตสาหกรรม

หนึ่งในนั้น คือ เจ้า เจียนกั่ว หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์ของสถาบันสัตววิทยาในกรุงปักกิ่งนั่นเอง

เจ้า ซึ่งจบปริญญาเอกด้านพันธุศาสตร์สัตว์ เมื่อปี 2003 ถูกส่งตัวไปทำงานและเรียนรู้เพิ่มเติมจาก แบร์รี เบวิสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์และการขยายพันธุ์ หนึ่งในผู้บุกเบิกการปฏิสนธิภายนอก (ที่พัฒนาไปสู่การให้กำเนิดเด็กหลอดแก้วในเวลาต่อมา) รวมถึงได้พัฒนาทักษะด้านการดัดแปลงพันธุกรรมจาก แรนดัลล์ เพรเธอร์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี

ก่อนกลับมาทำงานในห้องปฏิบัติการหลักด้านสเตมเซลล์และชีววิทยาการสืบพันธุ์ที่ปักกิ่งจนถึงปัจจุบัน

นอกจากทีมวิจัยของ เจ้า แล้ว พบว่าเฉพาะในปี 2017 ปีเดียว จีนใช้งบลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาด้านนี้ไปแล้วกว่า 445 ล้านดอลลาร์ มากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก รองจากสหรัฐฯเพียงประเทศเดียว

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทางการจีน นำมาใช้คือการกวาดต้อนองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านการเทกโอเวอร์บริษัทต่างชาติ รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่านับจากปี 2014 เป็นต้นมา จีนซื้อกิจการด้านชีวการแพทย์และยาในต่างประเทศ คิดเป็นเงินกว่า 25,400 ล้านดอลลาร์

ไข้หวัดหมูแอฟริกา ความท้าทายที่ต้องเอาชนะ

การแพร่ระบาดของไข้หวัดหมูแอฟริกา ที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเอเชีย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คือปัญหาใหญ่ที่จีนกำลังประสบ

เพราะปัจจุบัน โรคชนิดนี้ยังไม่มียารักษา ส่งผลให้หมูในปศุสัตว์ทั่วจีน ตายไปแล้วกว่า 100 ล้านตัว นำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมูรวมแล้วกว่า 10 ล้านตัน และราคาเนื้อหมูในตลาด สูงขึ้นถึง 70%

แม้การดัดแปลงพันธุกรรมหลายเรื่องในจีนจะพัฒนาไปมากแล้ว เช่นความแข็งแรง รสชาติ ฯลฯ แต่การพัฒนาหมูที่มีภูมิต้านทานโรคร้าย จีน ยังตามหลังสหรัฐฯและยุโรปอยู่มาก

เห็นได้จากการที่ ไซมอน ลิลลิโค กับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ พบว่าการปลูกถ่ายส่วนประกอบโปรตีนที่เรียกกว่า RELA ลงไป มีส่วนช่วยให้หมูมีภูมิต้านทานต่อโรคไข้หวัดหมูได้ และจะมีการตีพิมพ์รายงานอย่างเป็นทางการภายในปีหน้า

ขณะที่ เพรเธอร์ อาจารย์ของ เจ้า กับทีมงานก็ค้นพบว่าการปรับแต่งยีนในเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า CD163 จะช่วยให้หมูมีภูมิต้านทานต่อไวรัส PRRS หรือโรคหมูหูสีน้ำเงิน ที่ทำให้เกิดอาการปอดติดเชื้อได้

AHEAD TAKEAWAY

แม้ในหลายๆประเทศ จะมีอัตราการเกิดลดลง แต่ในภาพรวม ประชากรบนโลกจะยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานจาก UN ระบุว่าในปี 2050 หรืออีกสามสิบปีนับจากนี้ ประชากรจะเพิ่มจำนวนถึงหลัก 9,800 ล้านคน และอัตราส่วนการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ จะเพิ่มจากปี 2005 ถึง 70%

การผลิตในรูปแบบเดิมๆ ทั้งพืชผลและเนื้อสัตว์จึงไม่น่าจะเพียงพอสำหรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะมาลดช่องว่างนี้

ซึ่งมีทั้ง โปรตีนทางเลือกจากพืช (plant-based – อ่านเพิ่มเติมใน เนื้อสังเคราะห์จากพืช ดีจริงหรือพลังการตลาด?) หรือเนื้อสัตว์ที่ปลูกในห้องแล็บ (อ่านเพิ่มเติมใน ยูกิ ฮันยู โอตาคุผู้ปลูกเนื้อจากอนาคต) สารยืดอายุอาหาร หรือเทคนิคควบคุมสภาวะแวดล้อมให้ปลูกพืชได้ทุกประเภทในทุกๆที่ (อ่านเพิ่มเติม 6 นวัตกรรม อาหารแห่งอนาคต)

รวมถึงการนำเทคโนโลยี ดัดแปลงพันธุกรรม มาใช้ด้วย

เพราะมีรายงานเมื่อเร็วๆนี้ ว่าจีนสามารถพัฒนาพันธุ์หมูให้มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับหมีขั้วโลกได้แล้ว แต่ประเด็นเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนทานต่อโรคภัยต่างๆก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อรับมือกับปัญหาโรคระบาดเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์หรือพืชที่ผ่านการตัดต่อยีน ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าสมควรนำมาบริโภคหรือไม่ ในเมื่อยังไม่มีใครทราบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบัน รัฐบาลจีน ยังไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายเนื้อหมูที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม

แม้แต่ เจ้า เองก็มองว่ากว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงได้ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

อย่างไรก็ตาม Genus Plc หนึ่งในบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อยีนในสัตว์ เชื่อว่าหากมีความจำเป็น หรือสามารถพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าเนื้อจากหมูที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมไม่ส่งผลใดๆ อีกไม่ช้า จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อรองรับแน่นอน

และเมื่อถึงเวลานั้น มันจะส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างที่ แคซไมเออร์แซค ทำนายไว้แน่นอน เพราะตลาดเนื้อสุกรในจีน นั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 118,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆครึ่งหนึ่งของทั้งโลกเลยทีเดียว

เรียบเรียงจาก

China’s ‘mutant pigs’ could halt pork crisis as DNA researchers fight to tackle African swine fever outbreak

China’s pork shortage puts dog and rabbit meat back on the menu in rural communities

China breeds giant pigs the size of polar bears as African swine fever causes pork shortage

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

นักวิจัยญี่ปุ่นได้ไฟเขียวปลูกถ่ายเซลล์มนุษย์ในสัตว์ทดลอง เพื่อสร้างอวัยวะทดแทน