ByteDance สตาร์ทอัพมูลค่าสูงสุดในโลก เจ้าของแอพวิดีโอสั้นสุดฮิต TikTok เดินหน้ารุกธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่ง หวังชิงส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่าง Spotify และ Apple Music ด้วยโปรดักต์ตัวล่าสุด Resso

ByteDance ซึ่งได้รับการประเมินว่ามีมูลค่าราว 75,000 ล้านดอลลาร์ (2.2 ล้านล้านบาท) หลังปั้น TikTok จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก มียอดดาวน์โหลดและติดตั้งกว่า 1,500 ล้านครั้งในเวลาเพียงสองปีเศษ

ล่าสุด ทางบริษัทก็เตรียมชิมลางในธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่งด้วยแอพตัวใหม่ Resso เพื่อสร้างช่องทางรายได้จากค่าสมาชิกรายเดือนเพิ่มเติม นอกจากโฆษณาที่เป็นเส้นเลือดหลักในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการเปิดโอเพ่นเบต้า ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (emerging market) คือ อินเดีย และ อินโดนีเซีย ซึ่งมีฐานผู้ใช้ TikTok อยู่แล้วเป็นจำนวนมาก

จุดขายของ Resso ที่แตกต่างจาก Spotify คือการแสดงเนื้อเพลงแบบเรียลไทม์ และเปิดให้ผู้ใช้สามารถโพสต์ความเห็นถึงเพลงนั้นๆ

รวมถึงฟีเจอร์ที่ถอดแบบมาจาก TikTok คือการสร้างไฟล์ GIF และวิดีโอที่มีเพลงประกอบไปด้วย

สำหรับค่าบริการแบบพรีเมียม ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดไฟล์เก็บไว้ รวมถึงฟังแบบไม่มีโฆษณารบกวน ปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 119 รูปี (1.70 ดอลลาร์ หรือประมาณ 52 บาท)

ปัจจุับัน Resso มียอดผู้ใช้งานในทั้งสองประเทศ ที่ราว 27,000 ราย หลังเปิดให้บริการมาได้ราว 6 เดือน ทั้งในแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับ Spotify และ Apple Music แล้ว Resso ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้างได้ เพราะมีเพียงลิขสิทธิ์เพลงจากค่าย T-Series และ Times Music ในอินเดียเท่านั้น

แต่ยังไม่สามารถขอลิขสิทธิ์เพลงจากสามค่ายใหญ่ ซึ่งครอบคลุมแคตตาล็อกเพลงเมนสตรีมส่วนใหญ่ไว้อย่าง Warner Music, Universal Music และ Sony Music เพราะมีประเด็นที่ทาง ByteDance ยังไม่ตกลงจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงในอัตราที่สูงขึ้นจากแอพ TikTok

ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ Resso ในการเจาะตลาดในระดับโลกด้วย

AHEAD TAKEAWAY

การเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาสองปีเศษๆของ ByteDance ถือเป็นความสำเร็จในระดับโลกที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก สำหรับสตาร์ทอัพจากจีน (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะโตในบ้านเป็นหลัก)

แต่ TikTok นั้น เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นสหรัฐฯด้วย โดยเฉพาะฐานผู้ใช้งานใหม่ที่โตขึ้นถึง 38% ในไตรมาสที่สามของปีนี้ จนแตะหลัก 11.6 ล้านคนแล้ว เทียบกับปีก่อนที่อยู่ในราว 8.4 ล้านคน

จนมีข่าวว่าแม้แต่ Facebook ก็สนใจที่จะพัฒนาแอพในลักษณะเดียวกัน เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นบ้าง (อ่านเพิ่มเติม Facebook เล็งปั้นแอพวิดีโอสั้นหวังเจาะตลาดคนรุ่นใหม่)

ขณะที่ ByteDance ก็พยายามเร่งขยายกิจการในสหรัฐฯ ด้วยการดึงอดีตพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เพื่อหวังพึ่งพาประสบการณ์ในการทำตลาด และพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรระดับโลก (อ่านเพิ่มเติม ByteDance บุกซิลิคอนวัลลีย์ ดูดพนักงาน Facebook)

ขณะเดียวกัน การพยายามต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ ก็เป็นการย้ำว่าต่อให้ประสบความสำเร็จแล้ว คุณไม่สามารถหยุดนิ่งได้อยู่ดี

เพราะรายได้แบบเก็บค่าสมาชิกที่ ByteDance พยายามนำมาใช้กับ Resso นั้น จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่า ว่าฐานลูกค้าจริงๆของบริษัทฯมีขนาดไหน

นอกจากนี้ รายได้ที่มั่นคงสม่ำเสมอ ก็จะสร้างความพอใจให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนได้ดีกว่าด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในช่วงที่ผ่านมา บริษัทที่มีโมเดลธุรกิจประเภท as a service อย่าง Microsoft หรือ Adobe ถึงมีตัวเลขผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ (อ่านเพิ่มเติม Apple ผุดไอเดีย iPhone as a service)

แต่ ไมเคิล นอร์ริส ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ของ AgencyChina บริษัทที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ ก็มองว่าการเลือกจับธุรกิจมิวสิคสตรีมมิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะมีความเซนซิทีฟสูงในเรื่องราคา ลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนไปใช้บริการของเจ้าอื่นทันที หากเห็นว่าถูกกว่า และกรณีนี้อาจนำไปสู่การตัดราคาแข่งกัน ซึ่งจะลงเอยด้วยการเผาเงินเพื่อดึงยูสเซอร์เหมือนที่ธุรกิจเรียกรถ หรือเดลิเวอรีเป็นอยู่ในปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติม รองประธาน Uber รับพลาด เร่งโต แต่ไม่พัฒนาโมเดลธุรกิจรองรับ)

นอกจากนี้ ByteDance เองก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนด้วย เพราะแม้ไม่ถูกขึ้นบัญชีดำเหมือน Huawei แต่การเป็นสตาร์ทอัพจากจีนก็ทำให้ฝ่ายการเมืองอเมริกันเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่บริษัทเลือกทดลองตลาดในอินเดียและอินโดนีเซีย ที่ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และมีแรงกดดันน้อยกว่า ก่อนตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน

เรียบเรียงจาก
ByteDance Is Testing Music App in Bid for Next Global Hit

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า