หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของโครงการ True Incube Incubation & ScaleUp Program Batch 6 – Rising Startup Together ซึ่งจัดโดย ทรู อินคิวบ์ นั้น คือการร่วมงานกับ RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เชี่ยวชาญด้านการเฟ้นหานวัตกรรมจากสตาร์ทอัพทั่วโลกมาต่อยอดธุรกิจให้กับองค์กรชั้นนำ รวมถึงสอนพนักงานองค์กรให้รู้จักการทำงานที่รวดเร็วแบบสตาร์ทอัพด้วย

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้คุยกับคุณนัทธินี แซ่โฮ Entrepreneur in Residence จาก RISE ที่มีส่วนร่วมกับโปรแกรมนี้ตั้งแต่เริ่มแรก ถึงบทบาท “ตัวกลาง” ระหว่างองค์กรกับสตาร์ทอัพ รวมถึงมุมมองต่ออีโคซิสเต็มของสตาร์ทอัพไทย

 

บทบาทของ RISE ในโครงการนี้

เรามีส่วนร่วมกับโปรเจกต์นี้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ทรู อินคิวบ์ เป็นผู้คัดเลือกทีม ส่วนหน้าที่ของ RISE ก็เป็นตัวกลางคอยเชื่อมระหว่างฝั่งองค์กรกับสตาร์ทอัพเข้าด้วยกัน เพราะวิธีการทำงานของยูนิตทั้งสองประเภทนี้ต่างกันค่อนข้างเยอะ บางครั้งการทำงานร่วมกันก็จะต้องมาปรับจูนกันใหม่

ทำไมถึงต้องมี “คนกลาง”?

จากประสบการณ์ที่เราเคยร่วมงานกับหลายๆองค์กร ก็จะรู้ว่าพอประชุุมกันเสร็จแล้ว ก็จะต้องไปคุยกันนอกรอบอีกครั้ง เหตุผลคือการที่ต่างฝ่ายต่างเพิ่งมาเจอกัน และเริ่มทำงานด้วยกันไม่นาน สิ่งที่พูดในห้องประชุม ก็อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่คิดอยู่ในใจ

ถ้าเค้ามีอะไรค้างคาใจอยู่ เราก็พยายามจะไปคุยด้วย เพื่อหาว่ามีอะไรที่ยังกังวลแต่ไม่ได้พูดในห้องประชุมรึเปล่า แล้วเราก็จะเรียกคุยกันอีกที เพื่อหาทางแก้ปัญหา

หลักๆก็คือต้องพยายามสื่อสารกันบ่อยๆ และก็เจาะลึกว่าความกังวลของแต่ละฝั่งคืออะไรบ้าง

ปัญหาแบบไหนที่เจอ?

แม้แต่ตัวทีมงานในสตาร์ทอัพด้วยกันเองก็ยังอาจจะคุยกันมาไม่เคลียร์มากพอ ว่าความคาดหวังในการเข้าโปรแกรมนี้คืออะไร

เคยมีอยู่ครั้งนึงที่เค้าพูดเองในห้องประชุมเลยว่าขอไปตกลงกันเองก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ต้องการได้จากองค์กร มันตรงกับความต้องการของทุกคนในทีมรึเปล่า แล้วก็ออกไปคุยกันข้างนอก

เราก็ให้เค้าไปคุยกันเองสิบนาที ถึงตามออกไปถามว่าจริงๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร เผื่อว่าเราจะสามารถช่วยเคลียร์ให้มันกระจ่างขึ้นได้ ไปๆมาๆ ถึงเข้าใจว่าบางครั้งคนในทีมสตาร์ทอัพด้วยกัน ก็ยังคาดหวังไม่ตรงกัน

ประมาณว่าฝั่งนึงอยากจะยกทีมเข้ามาเลย แต่เราก็ทักว่าองค์กรเค้าทำงานอีกแบบ และก็ไม่ได้มาอยู่กับเราตลอดเวลา การยกทรัพยากรทุกอย่างมาไว้ที่นี่ มันอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เค้าก็เลยเข้าใจ และก็ให้คนในทีมแค่คนหรือสองคนมาดีลกับทางฝั่งนี้ ส่วนที่เหลือก็ทำงานของตัวเองไป

คำแนะนำถึงทุกฝ่ายหลังจบโปรแกรม

โปรแกรมนี้มีระยะเวลาทั้งหมด 10 สัปดาห์ ซึ่งช่วงแรกมันก็ยังไม่ชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างสองฝั่งจะเป็นไปในรูปไหน แต่จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามระยะเวลา จากนั้น ก็ต้องมารอดูกันหลังจบโปรแกรมว่าเค้าจะทำงานร่วมกันต่อได้รึเปล่า

ข้อดีของโปรแกรมนี้คือการร่วมงานกัน มันทำให้องค์กรกับสตาร์ทอัพเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งมันก็เกิดจากการที่เราเข้าไปเป็นตัวกลาง คอยกระตุ้นให้สองฝ่ายต้องมาเจอกันทุกสัปดาห์

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เราจะไม่ได้เป็นตัวกลางให้ สิ่งที่เราคาดหวังให้เค้าทำ ก็คือต้องคุยกันต่อ ไม่งั้นทั้งสี่โครงการก็จะไม่ได้ถูกผลักดันต่อเนื่องจากที่สร้างกันมาแล้ว

 

มุมมองต่อวงการสตาร์ทอัพไทย

คือต้องยอมรับว่าตอนนี้เรายังต้องพยายามอีกมาก เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในละแวกเดียวกัน อย่างเวียดนาม ก่อนหน้านี้ซัก 2-3 ปีก่อน เค้ายังอยู่หลังเรา แต่ตอนนี้เค้าพุ่งไปไกลมาก เพราะมียูนิคอร์นเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่บ้านเรายังไม่มี

แม้แต่ VC ที่จะยอมลงทุนกับไอเดียสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น (early stage) ก็ไม่มี ส่วนใหญ่จะเลือกไปรอตอนที่ตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการมันพร้อมแล้ว (late stage) กันหมด แบบนี้มันทำให้คนที่เค้าเพิ่งเริ่ม พอถึงช่วงต้องใช้เงิน ปรากฎไม่มีคนให้ ก็ตายไป

ถ้าจะให้พูด เรามองว่าตรงนี้ก็อยากให้นักลงทุนเข้าใจมุมของสตาร์ทอัพเหมือนกัน หลายคนคงไม่อยากได้นักลงทุนที่เขี้ยวมากนัก เพราะถ้ายึดติดกับรายใดรายหนึ่งมากเกินไป แล้วพอระดมทุนรอบต่อๆไป เกิดได้ข้อเสนอไม่ดีขึ้นมา ก็จะไปต่อไม่ได้

และถ้าเป็นไปได้ นักลงทุนก็ต้องลงมาช่วยสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นให้มากขึ้น

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

บทสรุป True Startup Day 2019 วันปล่อยของ 4 สตาร์ทอัพรุ่นใหม่