ราคาหุ้นของ Tesla ในตลาดหลักทรัพย์ ทำสถิติใหม่สองวันต่อเนื่อง ที่ 393.15 ดอลลาร์ (11,873 บาท) หลังปิดตลาดเมื่อคืนวันพุธ และ 404.4 ดอลลาร์ (12,212 บาท) เมื่อวันพฤหัสบดี ส่งให้มูลค่าหลักทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ที่ 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.2 ล้านล้านบาทแล้ว ทิ้งห่างบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยกัน อย่าง GM (53,000 ล้านดอลลาร์) และ Ford (37,000 ล้านดอลลาร์)

สำหรับสถิติเดิมนั้นอยู่ที่ 385 ดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน 2017 โดยนักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นที่ถีบตัวขึ้นในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ที่เป็นบวก ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

ส่วนอีกปัจจัยคือศักยภาพของบริษัทในการทำกำไรที่จะเพิ่มขึ้น เพราะลดการจ้างงานลงได้ หลังโรงงาน Gigafactory 3 ในจีน ใกล้แล้วเสร็จ และน่าจะเริ่มเดินหน้าการผลิตได้แบบเต็มตัวในปีหน้า ซึ่งแม้แต่ตัว อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทฯ ก็ยอมรับว่าโรงงานแห่งใหม่นี้ จะเป็นเส้นเลือดสำคัญ เพราะจีนคือตลาดใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง (อ่านเพิ่มเติม โลกเปลี่ยน เมื่อจีนขยับ วันที่รถยนต์ไฟฟ้า เปลี่ยนขั้ว)

AHEAD TAKEAWAY

ความสำเร็จของ Tesla ณ วันนี้ คงไม่ได้เกิดจากฝีมือของ อีลอน มัสก์ เพียงคนเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าถ้าไม่มี มัสก์ อยู่ บริษัทฯอาจจะมีบทสรุปเหมือนสตาร์ทอัพทั่วๆไปอีก 95% ที่ล้มเหลวก็ได้

เพราะแม้จะไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง แต่ มัสก์ ก็แสดงผลงานกอบกู้บริษัทนี้ไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง (อ่านเพิ่มเติม อีลอน มัสก์ ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งเทสล่า !?!) และปั้นให้มูลค่าหุ้นบริษัทพุ่งจาก 17 ดอลลาร์ ในวันที่ทำ IPO เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มาแตะหลัก 400 ดอลลาร์ได้อย่างในปัจจุบัน ทั้งที่มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดเป็นระยะ จนคนในวงการบางรายถึงกับฟันธงว่าไม่น่าจะรอด (อ่านเพิ่มเติม กูรูฟันธง Tesla ล้มในหกเดือน)

ทิโมธี ลี นักวิเคราะห์ของ Ars Technica มองภาพรวมของว่า การประสบปัญหากระแสเงินสดเป็นระยะของบริษัทฯเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจเลือกให้เกิดขึ้นของ มัสก์ เองด้วย

เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์นั้น เน้นหนักในการลงทุนด้าน R&D เป็นหลัก แล้วค่อยเก็บเกี่ยวกำไรเมื่อเข้าสู่สายการผลิต

หาก มัสก์ เลือกวางตำแหน่งของบริษัทฯให้เป็นผู้ผลิตรถ EV ระดับไฮเอนด์เพียงอย่างเดียว และเน้นการผลิตเฉพาะ Model S และ Model X

บริษัทฯก็จะเติบโตอย่างมั่นคง “อย่างช้าๆ” ในวงแคบๆ ซึ่งอาจจะดีในแง่ผลกำไร แต่ไม่ตรงกับความต้องการของเจ้าตัวที่จะผลักดันให้รถพลังงานไฟฟ้าเป็นมาตรฐานใหม่ของยานยนต์

การตัดสินใจขยายสู่ตลาดรถสำหรับคนทั่วไป ด้วย Model 3 คือการเลือกที่จะเติบโตแบบ “เร่งรัด” เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงรถ EV ได้

แต่การต้องผลิตรถยนต์จำนวนมากนั้น ต่างจากที่บริษัทฯเคยทำ จึงต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการวางโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก็อยู่ในรูปของ Gigafactory สองแห่งแรกนั่นเอง

ขณะเดียวกัน การผลิตรถยนต์สำหรับป้อนตลาดแมส จะต้องกดราคาลงให้คนเข้าถึงได้ ก็เท่ากับว่าส่วนต่างกำไรจะต้องลดลงด้วย เมื่อเทียบกับที่ได้จาก Model S และ Model X

การเงินของบริษัทฯในช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตรถ EV ระดับไฮเอนด์ มาสู่ระดับแมส จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ มัสก์ ว่าจะโน้มน้าวใจนักลงทุนให้เชื่อถือได้แค่ไหน เพราะต้องลงทุนเป็นเงินมหาศาล แต่ผลตอบแทนที่ได้ในช่วงแรกน้อยนิดจนถึงติดลบ กระทั่งเกิดปัญหาทางการเงินหลายครั้ง

แต่เมื่อบริษัทฯสามารถควบคุมการผลิต จนส่งมอบ Model 3 ได้ตามกำหนด รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้ ในการสร้าง GigaFactory 3 ปัญหาดังกล่าวก็เริ่มคลี่คลาย

ลี ยังมองว่าหลังพ้นทศวรรษนี้ เข้าสู่ยุค 2020s สถานการณ์ของ Tesla จะเปลี่ยนไป เพราะราคาแบตเตอรี่สำหรับ EV นั้นลดลงอย่างฮวบฮาบ จากราว 1,100 ดอลลาร์ ต่อ 1kWh เมื่อปี 2010 เหลือราว 156 ดอลลาร์ ในปัจจุบัน และน่าจะต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

เท่ากับว่าต้นทุนการผลิต EV จะลดลงอย่างมหาศาล และทำให้ส่วนต่างกำไรกลับมาอีกครั้ง

แม้หลายคนจะมองว่ากำลังการผลิตของ Tesla นั้น เล็กกว่าคู่แข่งรายอื่นๆอีกมาก เมื่อเข้าสู่ยุคของ EV จริงๆ แต่อีโคซิสเต็มของ EV นั้นยังมีเรื่องของสถานีชาร์จด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ผลิตรายไหนวางโครงข่ายสถานีชาร์จได้ครอบคลุมเทียบเท่ากับสถานีซูเปอร์ชาร์จเจอร์เลย

แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสนใจในเฟสต่อไป คือการที่บริษัทฯจะต้องเริ่มต้นผลิตรถรุ่นใหม่ๆ เช่น Model Y และ Cybertruck เพื่อส่งมอบในช่วงเวลา 2-3 ปีจากนี้ เช่นเดียวกับข้อได้เปรียบเรื่องส่วนลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะหมดลงในปีนี้ ว่าจะส่งผลกระทบต่อความเป็นเบอร์หนึ่งในวงการ EV หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน

เรียบเรียงจาก

TSLA reaches all-time high

TSLA stock tops $400, sets fresh record

How Elon Musk proved the haters wrong

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อ บริษัทอื่นยังตาม Tesla อีกหลายก้าว เรื่องรถยนต์พลังไฟฟ้า