ครั้งหนึ่ง ปีเตอร์ ธีล ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal เคยกล่าวว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อ ใบปริญญา ไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าอีกต่อไป

เพราะในช่วงสี่สิบปีหลังสุด อัตราค่าเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษาของสหรัฐฯ สูงขึ้นจากเดิมถึงสี่เท่า แต่ผลผลิตที่ได้นั้น นักศึกษาจบใหม่จำนวนมากกลับเป็นแค่พนักงานระดับเริ่มต้นของบริษัท

ธีล ไม่ได้แค่พูด แต่เขาพยายามพิสูจน์เรื่องนี้ ด้วยการประกาศตั้ง Thiel Fellowship เพื่อมอบเงินทุน 1 แสนดอลลาร์แก่นักศึกษาที่ตัดสินใจดร็อปเรียน เพื่อมาเริ่มธุรกิจของตัวเอง

“เพราะไอเดียบางอย่างรอไม่ได้” คือเหตุผลที่ ธีล ว่าไว้

แม้หลายคนที่เคยผ่าน Thiel Fellowship จะไปได้ไม่สุดทาง แต่ก็ยังเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ไม่มีสอนในห้องเรียนอยู่ดี

ขณะที่อีกหลายคนเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ ริเทช อการ์วาล ผู้ก่อตั้ง Oyo เครือโรงแรมขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลกในปัจจุบัน ทั้งที่เพิ่งก่อตั้งมาได้แค่หกปี

ยังมีเรื่องของหลักสูตรการศึกษาบางวิชาที่ตามไม่ทันเทคโนโลยี จนเริ่มมีการคาดหมายว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายสาขาอาชีพแล้ว

(อ่านถึงแนวโน้มธุรกิจโลกที่จะเปลี่ยนไปใน ทางออกของความเหลื่อมล้ำในยุคหุ่นยนต์ครองเมือง)

ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เริ่มเห็นชัดขึ้น เมื่อแผนก HR ของบริษัทใหญ่ๆอย่าง Apple หรือ Google หันมาปรับแนวทางการจ้างพนักงานใหม่

ด้วยการให้ความสำคัญกับทักษะและความสามารถ แทนที่จะสนใจเรื่อง ใบปริญญา เพราะเล็งเห็นว่าทักษะสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่เรียนรู้เพิ่มเติมได้จากช่องทางอื่นๆ โดยไม่จำกัดเฉพาะในสถาบันศึกษาอีกต่อไป

(อ่านเพิ่มเติม Apple และ Google เลิกพิจารณารับพนักงานจากวุฒิการศึกษา และ 5+5 ทักษะสุดฮอตที่ LinkedIn แนะนำ)

และนี่คือมุมมองของผู้ประกอบการหลายๆราย ที่มีต่อวุฒิการศึกษา ว่าที่จริงแล้ว มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน กับการที่คุณจะอยู่รอดในโลกใบนี้ได้

#1
“เหลือแค่ไม่กี่อาชีพแล้วที่ต้องใช้ใบปริญญา…”

คือความเห็นของ แกรี่ เวย์เนอร์ชัค ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง VaynerX ซึ่งทำธุรกิจมีเดียและเอเจนซีแบบครบวงจร

แกรี่ ยอมรับว่าในบางอาชีพ เช่น แพทย์ หรือ ทนายความ ใบปริญญายังเป็นใบเบิกทางที่จะก้าวไปบรรลุเป้าหมายส่วนตัว เพียงแต่อาชีพที่ต้องการวุฒิการศึกษาแบบนั้นจริงๆ เหลืออยู่น้อยมากแล้ว

และยิ่งไม่ใช่ ถ้าคุณคิดจะเป็นนายตัวเอง

แกรี่ เล่าว่าเขาอายมากตอนสอบตกครั้งแรก ขณะอยู่ชั้นประถม 4 และต้องยื่นผลสอบให้แม่เซ็นรับทราบ

แต่นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจว่าจะมุ่งหน้าสู่การทำธุรกิจแบบเต็มตัว

“บทบาทความสำคัญของมหาวิทยาลัย จะค่อยๆลดลง อย่าให้แรงกดดันจากพ่อแม่ ทำให้คุณต้องเรียนจบพร้อมกับหนี้ทุนการศึกษาก้อนใหญ่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ถ้าคุณอยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ลูกจ้าง”

แกรี่ เสริมว่ามีวิธีมากมายในการเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจ และสำคัญที่สุดคือการลงมือทำด้วยตัวเองจริงๆ

หรือต่อให้ต้องการเป็นลูกจ้าง บริษัทใหญ่ๆอย่าง Google, Apple หรือบริษัทของเขาเอง ก็ไม่เคยขอดูวุฒิการศึกษาจากผู้สมัครแล้ว

อีกตัวอย่างของคนที่เลือกเส้นทางนี้ เพราะต้องการเป็นนายตัวเอง คือ ซาราห์ ไครส์ป ผู้ก่อตั้ง Wholesale Ted หนึ่งในโรงเรียนสอนผู้ประกอบการทางออนไลน์ ที่มีผู้ลงทะเบียนเรียนกว่า 350,000 คน

ซาราห์ มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่พ่อแม่ยังอยากให้เธอเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า

จุดเปลี่ยนมาถึง เมื่อเธอมีเวลาสามวันในการเขียนเรียงความส่งครู แต่อีกทางก็มีงานขายล้นมือ จนไม่น่าจะทำทัน

ไอเดียของเธอคือการจ้างคนอื่นเขียนแทน แต่เธอก็คิดได้ว่าถ้าทำแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการโกงข้อสอบ

“วันรุ่งขึ้นฉันไปยื่นเรื่องดร็อปทันที และใช้เวลาที่มากขึ้นขยายกิจการของตัวเอง หลายคนบอกว่าฉันจะต้องเสียดายทีหลัง แต่ถ้าฉันเลือกเป็นผู้ประกอบการ ก็ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญาเพื่อให้นายจ้างเลือกเข้าทำงาน เพราะฉันต่างหากที่เป็นคนเลือก”

#2
“ทุกวันนี้ความรู้หาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว”

ทอม เฟอร์รี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Tom Ferry International และเจ้าของหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์โดย New York Times ‘Life! By Design’

ทอม มีความเห็นคล้ายๆ แกรี่ คือถ้าเป้าหมายของคุณคือการเป็นแพทย์ ทนายความ หรือนักบัญชี การเรียนในระดับอุดมศึกษาคือคำตอบ

แต่ถ้าคุณยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ก็ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนจนเป็นหนี้ก้อนโต และยังต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่เมื่อถึงเวลาทำงาน

เพราะยังมีช่องทางอื่นๆสำหรับการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ในราคาที่ถูกกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสที่จะค้นหาแพสชั่นที่แท้จริงของตัวเอง

“เมื่อคุณหาเจอแล้ว ก็ให้พยายามลงลึกในรายละเอียด ผ่านการเข้าสัมมนา เรียนคอร์สออนไลน์ อ่านทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดูวิดีโอใน YouTube เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ได้ มันมีข้อมูลมากมายไม่รู้จบ แล้วทั้งหมดก็อยู่แค่ตรงปลายนิ้วคุณ”

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสที่เท่าเทียมกันจากการศึกษายุคใหม่ได้ ใน 10 เทรนด์ ที่จะพลิกโฉมธุรกิจยุคใหม่)

#3
“การฝึกงานกับเมนทอร์ สอนบางสิ่งที่ห้องเรียนไม่มี”

แมตต์ ชูลด์ท ผู้ร่วมก่อตั้ง TPA Media Group เอเจนซีด้านการสร้างแบรนดิ้ง เล่าว่าเขาเลือกไม่เรียนต่อ ตอนอายุ 19 และเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง พร้อมไปฝึกงานแบบไม่มีรายได้ในในบริษัทด้านการลงทุนแห่งหนึ่ง

สิ่งที่เขาได้กลับมาคือประสบการณ์ที่ไม่มีสอนในห้องเรียน เช่น มุมมองด้านการตลาด วิธีคิดอย่างเป็นระบบ และสำคัญสุด คือการรู้จักเมนทอร์ที่จะช่วยให้คำแนะนำต่างๆ

“ผมได้ประสบการณ์ที่คนรุ่นเดียวกันไม่มี จากการทำงานหรือฝึกงานกับคนที่เก่งกว่า เพราะโลกในการทำงานมันต่างจากชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก”

#4
“รู้ว่าคุณต้องการอะไร ก่อนตัดสินใจเลือก”

มาร์คัส เฮทเซนเนกเกอร์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NYBA Media GmbH ดิจิทัลเอเจนซี มาแรงในเยอรมนี เล่าว่าตอนตัดสินใจว่าจะเรียนหรือไม่เรียนต่อ เขาถามตัวเองว่าอยากเป็นอะไร และต้องทำยังไงเพื่อไปถึงจุดนั้นได้เร็วที่สุด

“ถ้าอยากมีตำแหน่งใหญ่ๆในบริษัท ผมอาจจะตัดสินใจอีกแบบ แต่ผมอยากเป็นนายตัวเอง และทำงานหนักในสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่ใช่เพื่อบริษัทของคนอื่น”

มาร์คัส ไม่ได้แค่คิด แต่เขาลงมือทำด้วย เพราะระหว่างที่เพื่อนเก่าสมัยมัธยมวุ่นกับการเรียน การสอบ และปาร์ตี้

เขาก็ทำงานหนัก จน NYBA Media เติบโตเป็นหนึ่งในออนไลน์เอเจนซีที่โตเร็วที่สุดของเยอรมนี ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

แบรนดอน ดอว์สัน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน Cardone Ventures เป็นอีกคนที่เห็นด้วย ว่าเมื่อคุณรู้เป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ความมั่นใจก็จะตามมา

ดอว์สัน เล่าว่าพอรู้ความต้องการของตัวเอง เขาไม่ได้แค่หันหลังให้การเรียน แต่ยังกล้าลาออกจากงานที่มั่นคง เพื่อเริ่มธุรกิจของตัวเอง ทั้งที่มีลูกสองคน

ผลคือ แบรนดอน ใช้เวลาแค่สองปี นำบริษัทฯเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก่อนขายไปในราคา 151 ล้านดอลลาร์ และเริ่มปั้นธุรกิจใหม่

“การทำงานด้วยความตั้งใจ จะให้ผลตอบแทนเสมอ หากคุณมีความมุ่งมั่นมากพอ คุณจะทำสำเร็จแน่นอน”

#5
“ไปเรียนเพื่อสร้างคอนเนกชั่น”

แกรนท์ คาร์โดน ผู้ก่อตั้ง Cardone Capital ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 750 ล้านดอลลาร์ ยอมรับว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่เสียเวลาถึง 5 ปี ไปเรียนบัญชีในระดับมหาวิทยาลัย

เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างหนี้ก้อนโตจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแล้ว เขายังเสียเวลาเริ่มต้นช้าไปห้าปีด้วย

แกรนท์ ไม่ได้ปฏิเสธการเรียนในระดับอุดมศึกษา 100% แต่สิ่งที่เขาหวังจากสถาบัน ในการส่งลูกสาวเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คือการสร้างคอนเนกชั่นเพื่ออนาคต

“เพราะในการทำธุรกิจ สิ่งที่คุณรู้ไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณรู้จักใครบ้าง?”

แกรนท์ แนะนำว่าถ้าคุณไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับหัวกะทิ เพื่อสร้างคอนเนกชั่นแล้ว ให้เอาเวลานั้นไปเรียนรู้ทักษะที่ต้องใช้งานจริงๆในชีวิต อย่างการหาลูกค้า การเจรจา และการปิดการขาย จะดีกว่า

เรียบเรียงจาก
Business leaders explain why you don’t need a college degree to be successful

Nearly a third of the world’s billionaires didn’t graduate college

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

7 บทเรียนธุรกิจ จากประสบการณ์ตรงของ ดรูว์ ฮุสตัน ซีอีโอ Dropbox