Tortoise Intelligence ผู้จัดทำดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระบุ สหรัฐฯ ยังรั้งอันดับหนึ่งในลิสต์ The Global AI Index หรือผู้นำด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ จีน ในอันดับสองนั้นตามมาห่างๆ แม้มีแนวโน้มที่จะเติบโตจนไล่ทันได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

ดัชนีดังกล่าว จัดทำขึ้นผ่านการสำรวจ ความสามารถด้านการพัฒนา AI ใน 54 ประเทศ ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก 7 ด้าน คือ

  • ทรัพยากรบุคคล (talent)
  • โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)
  • สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบัติการ (operating environment)
  • งานวิจัย (research)
  • การพัฒนา (development)
  • ยุทธศาสตร์ภาครัฐ (government strategy)
  • และการลงทุนจากภาคเอกชน (commercial ventures)

ผลสำรวจพบว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังนำเป็นอันดับ 1 ด้วยสกอร์รวม 100 ทิ้งห่าง จีน ในอันดับสองที่มีเพียง 58.3 เกือบเท่าตัว ส่วนอันดับถัดมาได้แก่ สหราชอาณาจักร (43.7) , แคนาดา (37) และ เยอรมนี (35.3)

ในกลุ่มท็อปเทน นอกจาก จีน แล้ว ยังมีชาติจากเอเชียติดอันดับอีก 4 ประเทศด้วยกัน นำโดย สิงคโปร์ ในอันดับ 7 (33.3) เกาหลีใต้ อันดับ 8 (31.7) และ ญี่ปุ่น อันดับ 9 (30.4)

ส่วนชาติจากอาเซียนนั้น ยังมี มาเลเซีย ในอันดับ 40 (11.9) และ อินโดนีเซีย อันดับ 49 (7.1) โดยไม่มีไทยอยู่ในลิสต์การสำรวจแต่อย่างใด

AHEAD TAKEAWAY

นอกจาก 5G แล้ว AI นับเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีหลัก ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

เห็นได้จากตัวเลข จำนวนบริษัทด้าน AI ที่โตขึ้นถึงสองเท่าในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบัน มีบริษัทด้านนี้เกือบ 20,000 แห่งที่พัฒนา AI รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ รถไร้คนขับ ไปจนถึงอัลกอริทึมวินิจฉัยโรค

การชิงความเป็นหนึ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในระดับนานาชาติ เพื่อโอกาสการขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก

ในหนังสือ AI Super Powers ดร. ไค-ฟู ลี ให้ทรรศนะถึงการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจในด้านนี้ คือ สหรัฐฯ และ จีน ไว้ว่าแม้ปัจจุบัน พญาอินทรีจะเหนือกว่าในหลายๆด้าน แต่ในระยะยาวแล้ว พญามังกรใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มีโอกาสดีที่จะไล่ตามได้ทัน เพราะข้อมูลมหาศาลในบิ๊กดาต้า รวมถึงทัศนคติของผู้ประกอบการในจีนที่ทุ่มสุดตัวในการแข่งขัน

(อ่านเพิ่มเติม อ่านมาเล่า ศึกมหาอำนาจ AI Super Powers)

ขณะที่สื่อฝั่งจีน South China Morning Post ก็ได้ทำการสำรวจความเห็นเพิ่มเติมจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยอิงกับรายงาน The Global AI Index ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ไว้ดังนี้

ทำไมจีนถึงมีโอกาสแซงสหรัฐฯได้

1. อัตราการเติบโต
มีตัวเลขน่าสนใจจาก Github แพลตฟอร์มสำหรับโอเพนซอร์สที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่าตัวเลขการพัฒนาโค้ดเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ ของจีน มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่น่าตกใจ ในช่วงเวลาสั้นๆ คือ 150 ในปี 2015 เป็น 13,000 ในปี 2019 หรือเกือบๆหนึ่งร้อยเท่า

ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะยังนำอยู่พอสมควร แต่หากเทียบจากอัตราส่วน ที่เพิ่มจาก 7,000 เป็น 42,000 ในช่วงเวลาเดียวกัน นั้นอยู่ที่ราวหกเท่าเท่านั้นเอง

2. การสนับสนุนจากภาครัฐ
ตัวเลขงบประมาณจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่มีแผนลงทุนในโครงการเกี่ยวกับ AI ตลอดหนึ่งทศวรรษข้างหน้า จำนวน 35,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในจำนวนนี้ เป็นของจีนชาติเดียว ถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 แสนล้านบาท) หรือราวๆ 60% ของทั้งหมด

เหตุผลที่รัฐบาลจีนลงทุนในด้านนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเทคโนโลยีนี้ ภายในปี 2030 ตามยุทธศาสตร์ชาติ Next Generation Artificial Intelligence Development Plan ทำให้จีนเป็นชาติเดียวที่ได้คะแนนเต็ม 100 ในเรื่อง government strategy ของดัชนีนี้ ส่วนสหรัฐฯได้คะแนนในส่วนนี้ไปเพียง 68.5 เท่านั้น

(อ่านเพิ่มเติม AI ยุทธศาสตร์ชาติยุคใหม่ของจีน)

อุปสรรค และการตอบโต้จากสหรัฐฯ

แต่ด้วยความที่ AI คือเทคโนโลยีสำคัญที่จะชี้ชัดว่าใครคือผู้นำเศรษฐกิจโลกในยุคถัดไป นักวิเคราะห์และคนในอุตสาหกรรมถึงมองว่า ความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างของรัฐบาลสหรัฐฯที่ผ่านมา มีที่มาจากความต้องการขัดขวางความทะเยอทะยานของจีนมากกว่าประเด็นอื่น

ไม่ว่าจะเป็นการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีน ห้ามผู้ประกอบการในประเทศทำธุรกรรมด้วย หากไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเดือนพฤษภาคม ตามด้วยการขึ้นบัญชีดำบริษัท AI ชั้นนำของจีน 8 แห่ง อาทิ SenseTime, Megvii, Hikvision และ iFlyTek ฯลฯ ในเดือนตุลาคม ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆในซินเจียง

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะกดดันจีนเพิ่มเติมด้วยนโยบายอื่นๆ เช่นควบคุมเม็ดเงินลงทุนจากจีน โดยอาศัยอำนาจของคณะกรรมการเพื่อการลงทุนในสหรัฐอเมริกา (CFIUS) ตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเปรยไว้เมื่อเดือนมิถุนายน

โดยหนึ่งในบริษัทจากจีน ที่ได้รับผลกระทบในด้านนี้ไปแล้ว คือ Kunlun Tech ที่ต้องถอนตัวจากการลงทุนใน Grindr แอพหาคู่สำหรับเพศทางเลือก เนื่องจากมีการถือครองข้อมูลผู้ใช้ที่เป็นชาวอเมริกัน เช่น ตำแหน่ง ข้อความที่ส่งถึงกัน รวมถึงสถานะเกี่ยวกับเชื้อ HIV อยู่ และเกรงว่าอาจมีการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ขู่กรรโชกเจ้าหน้าที่ด้านการทหารหรือด้านข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่ใช้งานแอพดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานจาก Bloomberg ในเดือนกันยายน ยังระบุว่าการจำกัดการลงทุนดังกล่าว อาจนับรวมถึงการปลดบริษัทจีนออกจากการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจำกัดการลงทุนของกองทุนบำนาญของรัฐบาลสหรัฐฯ ในตลาดจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม South China Morning Post ก็อ้างความเห็นจากหลายคนในอุตสาหกรรมว่า นโยบายเหล่านี้ของสหรัฐฯ แม้จะมีส่วนชะลออัตราการเติบโตของจีนได้

แต่ในทางกลับกัน ก็อาจเป็นการผลักดันให้รัฐบาลจีนเข้ามาให้การสนับสนุนบริษัทฯเหล่านี้มากขึ้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในอนาคต เหมือนที่หัวเว่ยประกาศพัฒนา OS บนสมาร์ทโฟนของตนเอง เช่นเดียวกับ “แชมเปี้ยน” ทั้งหลายของจีน อาทิ iFlyTek หรือ Megvii ที่เพิ่งประกาศว่าการถูกขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้ คือบททดสอบที่จะช่วยขัดเกลาให้บริษัทของตนพัฒนาขึ้นไปอีกระดับด้วยตัวเอง

เรียบเรียงจาก
Second-place China to overtake the US in global AI race in five to 10 years on current growth, report says

How AI and human rights have been dragged into the US-China tech war, threatening wider split

Beijing’s hopes for AI dominance may rest on how many US-educated Chinese want to return home

China’s AI champions are already powering a mind-boggling array of processes and this will rise in 2020

The Global AI Index

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า