คอนเทนต์

สำรวจทิศทางคอนเทนต์ยุคใหม่ ผ่านสายตาผู้บริหาร Youtube, Netflix และ Disney

ในยุคที่สื่อไม่ได้ถูกจำกัดไว้ในมือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป เราจึงได้เห็น คอนเทนต์ ดีๆถูกผลิตขึ้นมากมายบนโลกออนไลน์

แต่ยิ่งมีคนทำ คอนเทนต์ ดีๆปรากฎขึ้น การแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้นไปด้วย ถ้าสามารถรู้ล่วงหน้าถึงทิศทางที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งหน้าไป ก็อาจช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการแข่งขันยิ่งขึ้น

และนี่คือทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับอุตสาหกรรมนี้ ผ่านมุมมองของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ทั้ง Netflix, YouTube, Disney ฯลฯ ที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพกว้างได้ชัดเจน และมุ่งหน้าไปถูกทา

#1
5G, AR และ VR จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอนเทนต์

“ในทศวรรษใหม่นี้ ครีเอเตอร์จะสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ ชนิดที่เราคาดไม่ถึงขึ้นมาเรื่อยๆ โดยถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีอย่าง VR ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆพวกนี้ จะเปิดโลกทัศน์เราให้กว้างขึ้น เหมือนที่ครั้งหนึ่งกล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์เคยทำ”

มาลิค ดูคาร์ด หัวหน้าฝ่ายคอนเทนท์การเรียนรู้และครอบครัวของ YouTube

“ที่ฉันสนใจ คือการเปลี่ยนผ่านจากวิธีเล่าเรื่องแบบเดิมๆ มาเป็นการใช้สื่อแบบผสมผสานมาก มารอดูกันว่า 5G รวมถึงอุปกรณ์ AR และ VR ในยุคต่อๆไป ว่าจะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ขนาดไหน”

วิคกี้ ดอบบ์ส เบ็ค ประธานบริหารสตูดิโอ ILMxLab ของ Lucasfilm

AHEAD TAKEAWAY: มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เคยกล่าวในงาน F8 Developer ว่า AR และ VR จะมีบทบาทสำคัญกับชีวิตเราในอนาคตอันใกล้

แม้ทุกวันนี้ ทั้งสองเทคโนโลยีจะยังไม่เป็นกระแสหลัก แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต เมื่ออุปกรณ์ที่รองรับอย่าง Oculus หรือ Hololens มีราคาถูกลงเรื่อยๆ หรือแม้แต่ Apple ก็มีแผนจะเข้าสู่ตลาดนี้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ขณะที่ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่อย่าง Lucasfilm ก็เริ่มนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบนี้มากขึ้น เช่นเครื่องเล่น Star Wars: Secrets of the Empire รวมถึงซีรีส์ Vader Immortal สำหรับรับชมใน Oculus Quest ด้วย

(อ่านเพิ่มเติม ศึกชิงผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทกลาส)

#2
ใช้ machine learning หา insights ผู้บริโภค เพื่อสร้างคอนเทนต์ให้โดนใจ

“เรื่องที่ฉันสนใจเป็นพิเศษ คือเราจะใช้ประโยชน์จาก machine learning ในธุรกิจคอนเทนต์ได้ยังไง ทั้งการวิเคราะห์ ประเด็นของเรื่อง (topic modeling) ความเข้าใจในพัฒนาการของเรื่อง (story arcs) หรือแม้แต่การตอบสนองทางอารมณ์ เพื่อสร้างให้ผู้ชมรู้สึกร่วมและเปรียบเทียบตัวเองกับตัวละครนั้นจริงๆ”

ลอรา เอฟเวนส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายข้อมูลของ Disney Streaming Services

AHEAD TAKEAWAY: การสร้างคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ก็มีสูตรสำเร็จเฉพาะตัวอยู่ เช่นทางเดินคอร์ดในเพลงฮิต หรือเนื้อหาภาพยนตร์ประเภท zero to hero ฯลฯ

การนำข้อมูลเชิงลึก (insights) ของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ ก็เพื่อให้ได้สูตรสำเร็จที่ตรงกับความต้องการของคนหมู่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ต่างๆ

ขณะที่การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาล จากการรับชมคอนเทนต์ผ่านช่องทางต่างๆในโลกอินเตอร์เน็ต ก็จะทำให้ผู้ผลิตสามารถหาแพทเทิร์นสำหรับผลิตคอนเทนต์ที่ตรงใจผู้บริโภคได้ดีที่สุด

(อ่านเพิ่มเติม ศึกมหาอำนาจ AI Super Powers ฉบับรวบรัด และ หา insights ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย แบบ Build-A-Bear Workshop)

#3
OTT ยังเติบโตต่อเนื่อง และการสร้างรายได้ในยุคผู้บริโภคมีทางเลือก

“อัตราการเติบโตของ OTT TV (สื่อสตรีมมิ่งต่างๆ) จะยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์ที่เราต้องจับตาเป็นพิเศษคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อหาวิธีสร้างรายได้จากโมเดลอย่าง การเก็บค่าสมาชิก (Subscription Video on Demand : SVoD) การเก็บค่าบริการเป็นรายครั้ง (Transactional Video on Demand : TVoD) และการโฆษณา (Advertising-Based Video on Demand : AVoD)”

จอห์น เวสท์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Whistle

“เราจะเห็นผู้บริโภคย้ายค่ายไปมา ระหว่างผู้ให้บริการสตรีมมิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก ผู้ให้บริการเองก็จะเริ่มใช้วิธีแทรกโฆษณาลงไปในระหว่างการรับชมมากขึ้นบนฟรีคอนเทนต์ เพื่ออุดช่องว่างตรงนั้นแทน”

ร็อบ โฮล์มส์ รองประธานฝ่ายโปรแกรมของ Roku

AHEAD TAKEAWAY: จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคโดย Ericsson พบแนวโน้มที่ผู้ชมจะเลือกรับชมคอนเทนต์ในแบบ on-demand ผ่าน OTT TV (Over-the-top TV) มากขึ้น ทั้งจากความยืดหยุ่นทางด้านเวลา อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า ฯลฯ ซึ่งเป็นผลจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆที่พร้อมรองรับ

แต่นอกจากจะต้องแข่งขันกันเอง ผู้ให้บริการก็ยังต้องรับมือกับอำนาจต่อรองที่มากขึ้นของผู้บริโภคที่พร้อมจะย้ายค่ายไปชมคอนเทนต์ของคู่แข่งตลอดเวลา หากรู้สึกว่าคุ้มค่าหรือมีตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

เหมือนกรณีที่มีรายงานว่า Netflix เสียผู้ชมไปเป็นหลักล้านไม่นานหลังการเปิดตัวของ Disney Plus หรือล่าสุดที่ผู้ชม Disney Plus จำนวนมาก เลิกการเป็นสมาชิกหลังชม The Mandalorian จบซีซั่นแรกแล้วนั่นเอง

(อ่านเพิ่มเติม เผย Netlfix กินยอดแบนด์วิธ 15% ของอินเตอร์เน็ตทั้งโลก)

#4
พอดแคสต์ ยกระดับเป็น “ของมันต้องมี”

“พอดแคสต์ ประเภท story telling จะเป็นเรื่องปกติเหมือนกับช่องทีวีพรีเมียม และเปลี่ยนสถานะจาก “มีไว้ก็ดี” เป็น “ของมันต้องมี” สำหรับวงการโฆษณา”

เฮอร์นาน โลเปซ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Wondery

AHEAD TAKEAWAY: ถ้า OTT TV คือตัวแทนของสื่อโทรทัศน์ยุคใหม่ พอดแคสต์ ก็คงเป็นตัวแทนของสื่อวิทยุที่ผู้บริโภคสามารถเลือกรับฟังได้ตามสะดวก

ข้อมูลจาก Podcast Insights ระบุว่านับจนถึงเดือนธันวาคม 2019 มีรายการพอดแคสต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ประมาณ 800,000 รายการ รวมเนื้อหาตอนต่างๆทั้งสิ้น 30 กว่าล้านตอน

ด้านผู้ฟังมีตัวเลขน่าสนใจคือ 51% หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอเมริกันทั้งประเทศ ฟังพอดแคสต์อย่างน้อยหนึ่งรายการ ผลสำรวจยังพบว่ากลุ่มนี้เป็นคนที่มีการศึกษา (educated) มีฐานะ (affluent) และมีความภักดีต่อแบรนด์ (loyal) เพราะ 80% ที่ทำแบบสอบถามระบุว่าฟังพอดแคสต์รายการที่ชื่นชอบทุกตอน หรือเกือบทุกตอน

#5
ก้าวข้ามความเป็นไปได้ในการเล่าเรื่อง ด้วยวิธีใหม่ๆ

“ผมอยากเห็นคนทำคอนเทนต์ก้าวข้ามความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่เราสร้างให้ Black Mirror : Bandersnatch เป็นอินเตอร์แอคทีฟให้ผู้ชมเลือกได้ ว่าจะเดินเรื่องต่อไปยังไง ส่วนปีนี้ ผมก็จะรอดูว่าคนในอุตสาหกรรมนี้จะผสมเทคโนโลยีกับการเล่าเรื่องเข้ากันด้วยวิธีไหนอีกบ้าง”

ทอดด์ เยลลิน รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Netflix

AHEAD TAKEAWAY: ก่อนจะมารับตำแหน่งผู้บริหารช่องสตรีมมิ่งในปัจจุบัน เยลลิน เคยกำกับภาพยนตร์อิสระมาก่อน และนำประสบการณ์ที่มี มาคอยสนับสนุนครีเอเตอร์ในการสร้างคอนเทนต์ด้วยวิธีการใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาระบบบนแอพพลิเคชั่น Netflix ให้สามารถใช้งานกับคอนเทนต์แบบอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อให้ผู้ชมได้ตัดสินใจเองเหมือนเป็นตัวเอกใน Bandersnatch ได้

เรียบเรียงจาก

Digital Innovators to Watch in 2020

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
23
Shares
Previous Article
ปัญญาประดิษฐ์

ผลสำรวจชี้สหรัฐฯยังนำโด่งด้านปัญญาประดิษฐ์ แต่จีนมีสิทธิ์ไล่ทันใน 5-10 ปี

Next Article
Soft Skills

10 Soft Skills ที่คุณต้องมี เพื่อเอาตัวรอดในโลกยุคใหม่

Related Posts