ในวันที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย การอัพเดทข้อมูลและปรับตัวตามให้ทันเป็นเรื่องสำคัญ ต้นปีแบบนี้ มาดูกันว่า 5 เทคโนโลยีค้าปลีก ที่ต้องจับตา มีอะไรบ้าง

#1
ความจริงผสม (Mixed Reality)

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผลสำรวจความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการนำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) มาใช้ในธุรกิจค้าปลีก พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (45%) ไม่เชื่อว่ามันจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อของตนได้

แต่ในปัจจุบัน ความสะดวกจากอีคอมเมิร์ซ รวมถึงความก้าวหน้าของทั้ง VR และ AR (ความจริงเสริม) รวมถึงกลยุทธ์ของผู้ค้าในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ก็เริ่มสร้างความแตกต่างได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าเหล่านี้ ได้แก่

  • เฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน
  • ธุรกิจซ่อมและตกแต่งบ้าน
  • เครื่องสำอางและความงาม

ที่ผ่านมา Wayfair ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ลงทุนตั้งแล็บนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 3D โดยเฉพาะ พร้อมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นถึง 3 ตัวด้วยกัน

คือ Patio Playground บน Oculus Rift, IdeaSpace บนแพลตฟอร์ม VR ของ Google และฟีเจอร์ View in a Room บนแอพพลิเคชั่นของบริษัทฯ บน iOS และ Google Play เพื่อให้ลูกค้าได้ลองจัดวางเฟอร์นิเจอร์จากแคตตาล็อคว่าเหมาะกับบ้านหรือห้องของตนหรือไม่ ทั้งเรื่องรูปร่างหน้าตาและขนาด ก่อนตัดสินใจซื้อ

ส่วน Lowe’s ซึ่งเป็นธุรกิจตกแต่งภายใน ก็นำเสนอ Virtual Room Designer บนเว็บไซต์ของตน ให้ลูกค้าสามารถลองออกแบบห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องนั่งเล่นได้เอง โดยมีองค์ประกอบต่างๆให้เลือกได้ตามต้องการ

ในธุรกิจความงาม เราก็จะเริ่มเห็นการนำ AR มาแสดงผลบนจอภาพขนาดใหญ่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทดลองโทนสีที่ต้องการระหว่างการเลือกได้โดยไม่ต้องลองเมคอัพจริง ทำให้สะดวกและประหยัดเวลาขึ้น

(อ่านเพิ่มเติมได้ใน Experiential Shopping การปรับตัวของค้าปลีกดั้งเดิม)

#2
ชำระเงินเลยไม่ต้องรอคิว (Autonomous checkout)

หลายครั้ง การปล่อยให้ลูกค้าต่อแถวยาวเพื่อจ่ายเงินซื้อของ มักทำให้ร้านค้าเสียประโยชน์มานักต่อนักแล้ว เพราะยุคนี้ ผู้บริโภคมักไม่อดทนรอ หากเห็นว่าเสียเวลาและมีทางเลือกอื่นๆที่ดีกว่า เช่น ธุรกิจเดลิเวอรี

Amazon Go ร้านสะดวกซื้อไร้แคชเชียร์ ที่เป็นคอนเซปต์สโตร์ของ Amazon เป็นแค่หนึ่งในตัวเลือกของความพยายามแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับการเพิ่มช่องทาง self-checkout ซึ่งก็ยังไม่เหมาะกับทุกคน

มีรายงานว่า Amazon กำลังพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยสแกนมือ ที่จะช่วยให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น และที่ขาดไม่ได้ คือไอเดียใหม่ๆจาก ผู้นำสังคมไร้เงินสดอย่างจีน ทั้งระบบสแกนใบหน้าเพื่อชำระเงิน หรือการสั่งสินค้าจากแอพพลิเคชั่น และไปรับที่ร้าน ในลักษณะ grab & go แบบ Luckin Coffee

อ่านเพิ่มเติมใน
Amazon ทดลองระบบสแกนมือเพื่อชำระเงินในร้าน Whole Foods

ร้านค้าในจีนรับชำระเงินด้วยระบบตรวจจับใบหน้า

#3
คลิกรูปเพื่อช้อปบนโซเชียล (Photos Pick Up)

รูปสวยๆบนโซเชียล ที่จริงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ/ไม่ซื้อของผู้บริโภคมานานแล้ว ซึ่งก็มีหลักฐานจากงานวิจัยของ Intent Lab ยืนยันว่า 59% ของนักช้อป รับว่าภาพที่เห็นนั้นส่งผลต่อความอยากได้ มากกว่าข้อความด้วยซ้ำ

จนเมื่อเร็วๆนี้ แพลตฟอร์มต่างๆหรือแม้แต่ผู้ค้าปลีกก็เริ่มใช้ประโยชน์ของมันให้มากขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่มีการพูดถึงกันมากคือฟีเจอร์ Checkout ที่ Instagram เริ่มนำมาทดลองใช้แบบเบต้าในหลายๆประเทศ เพื่อเร่งให้เกิดการปิดการขายได้ง่ายขึ้น เพราะเพียงแค่ยูสเซอร์แตะนิ้วลงบนรูปนั้นๆ ก็จะนำไปสู่หน้าเช็คเอาท์ได้

ฟีเจอร์คล้ายๆกันนี้ ก็เริ่มถูกนำมาใช้บน Pinterest เช่นกันในชื่อ Shop the Look ที่เปิดให้รีเทลเลอร์หรือแบรนด์ต่างๆ ลงแคตตาล็อก โฆษณา ทั้งแบบทั่วไป และเฉพาะบุคคล (personalized) บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะลิงค์ไปยังต้นทางได้

#4
ข้อมูลมหาศาลคืออาวุธ (Data & Consumer Awareness)

การใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลบนโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมีมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และจะยังไม่สิ้นสุดง่ายๆด้วย

แม้ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐทั่วโลก จะพยายามออกกฎหมายใหม่เพื่อวางมาตรฐานใหม่ ไม่ให้ภาคธุรกิจแทรกแซง หรือล้วงข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินขอบเขต

แต่ก็มีผลสำรวจที่น่าสนใจโดย Harris Poll ว่านักช้อปในเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ถึง 54% พร้อมที่จะแลกข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง กับผลประโยชน์ที่ได้รับจากผู้ห้บริการหรือสินค้าต่างๆ

#5
นวัตกรรมในธุรกิจโลจิสติกส์

ต่อให้ทุกวันนี้ เราไม่ต้องรอสินค้ากันเป็นเดือนหรือสัปดาห์แล้ว แต่การส่งของให้ถึงมือผู้บริโภคภายในวันเดียว หลายครั้งก็ยังถูกมองว่า “ช้า” อยู่ดี

Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของสหรัฐฯ พยายามลดขั้นตอนจากคลังสินค้าไปถึงผู้ซื้อด้วยวิธีต่างๆ ทั้งเลิกการเอาท์ซอร์ส หันมาใช้แผนกโลจิสติกส์ของตัวเอง การพัฒนาโดรนสำหรับส่งของ ไปจนถึงการพัฒนารถบรรทุำกไร้คนขับ

ขณะที่ในบ้านเรา จะยังเป็นผู้ตามในเรื่องการสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีค้าปลีก แต่ก็มีแนวคิดใหม่ๆในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพเพื่อเร่งให้สินค้าส่งถึงมือผู้บริโภคได้เร็วขึ้น เช่น กลุ่มเซ็นทรัลที่นำระบบเดลิเวอรีของ Grab มาใช้ส่งสินค้าให้กับบริการ Chat And Shop หรือ 7-11 ที่เริ่มเปิดทดลองให้สั่งสินค้าทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะมีให้บริการส่งถึงบ้านในบางพื้นที่ด้วย

อ่านเพิ่มเติม: Amazon เปิดตัวโดรนแห่งอนาคต ส่งของถึงไวใน 30 นาที

เรียบเรียงจาก
5 Top Tech Trends For Retail From CES 2020

How Wayfair Is Preparing for a VR Ecommerce Future

Why Instagram, Home Depot And Pinterest Think Photos Are The Next Big Thing In Retail

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า