นับแต่เข้าสู่ปี 2020 เป็นต้นมา ดูเหมือนชะตาของ Tesla จะเป็นขาขึ้นแบบเต็มตัว ทั้งที่เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว บริษัทฯยังถูกปรามาสจากคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่าอาจล้มละลาย เพราะขาดเงินสดในมือ

ปัจจุบัน เจ้าพ่อ EV มีมูลค่า market cap ทะลุหลัก 160,000 ล้านดอลลาร์ (4.9 ล้านล้านบาท) ไปเรียบร้อย เป็นรองเพียงแค่ Toyota รายเดียวในอุตสาหกรรมนี้

ใหญ่กว่า GM + Ford + FIAT Chrysler

ที่สำคัญ คือตัวเลขนี้ สูงกว่ายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน ทั้ง General Motors, Ford และ Fiat Chrysler รวมกัน ทั้งที่สามค่ายนั้น ใช้เวลาแค่สองสัปดาห์ ก็ทำยอดขายรถยนต์และรถบรรทุก ได้สูงกว่าที่ Tesla ขายได้ทั้งปีด้วยซ้ำ

(ในปี 2019 Tesla ทำยอดขายได้ทั้งสิ้น 367,500 คัน ขณะที่เฉพาะ GM บริษัทเดียว ขายได้ 7.7 ล้านคัน หรือมากกว่า 21 เท่า)

ปัจจุบัน ราคาหุ้น TSLA พุ่งทะยานไปเกือบแตะหลัก 900 ดอลลาร์ (ราว 28,000 บาท) แล้ว หรือเกินกว่า 30% ในเวลาแค่ 48 ชั่วโมง (เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เคยขึ้นไปถึงระดับ 961.86 ดอลลาร์ต่อหุ้นด้วยซ้ำ ก่อนจะลงมาอยู่ที่ 887.06 ดอลลาร์ ตอนปิดตลาด)

คิดเป็นห้าเท่าจากราคาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤติที่สุดของบริษัทฯ

ในตอนนั้น สื่อต่างๆพากันประโคมข่าวปัญหาที่รุมเร้าบริษัทฯ ทั้งราคาหุ้นที่ตกลงกว่า 40% เพราะความกังวลของนักลงทุนที่มองว่าตลาด EV ระดับไฮเอนด์ (ราคาระหว่าง 40,000-100,000 ดอลลาร์) ที่บริษัทฯเป็นผู้นำ กำลังจะวาย

ขณะที่หนี้สินกำลังพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่บริษัทฯยังคงเผาเงินจากนักลงทุนไม่หยุด เช่นเดียวกับตัวเลขในบัญชีที่มีแต่ติดลบ ไปจนถึงเรื่องที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ กำลังจะเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญ น่าจะเป็นการที่ อีลอน มัสก์ สามารถแก้ปัญหาเรื่องสายการผลิต Model 3 ได้สำเร็จ จนสามารถส่งมอบรถได้ตามกำหนด เป็นการกระตุ้นให้ยอดขายและยอดจองของรถรุ่นประหยัดนี้ดีวันดีคืน

เพราะแม้บริษัทฯจะยังขาดทุน 862 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นสุดปี 2019 แต่การทำกำไรได้ต่อเนื่องในสองไตรมาสสุดท้ายของปี ก็สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้วว่าบริษัทฯกำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว

เสริมด้วยการเปิดตัว Gigafactory แห่งใหม่ที่จีน ซึ่งเป็นตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทผลิตรถได้เกินหลัก 5 แสนคันภายในปีนี้ ทั้ง Model 3 รวมถึง SUV ขนาดเล็ก Model Y ซึ่ง เจสสิกา คาลด์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายข้อมูลเชิงลึก ของเว็บไซต์ตรวจสอบราคารถยนต์ Edmunds.com มองว่าจะได้รับความนิยมไปทั่วโลกด้วย

ปั่น หรือ เชื่อในอนาคต?

สิ่งที่เกิดกับ Tesla ในตอนนี้้ มองได้สองแง่ แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือผลตอบแทนจากความพยายามของบริษัทฯ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม EV ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่พลังงานไฟฟ้า

ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าราคาหุ้น TSLA ถูกปั่นโดยนักลงทุนจนสูงเกินความเป็นจริง ถ้ามองว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ตัวเลขด้านการเงินของบริษัทฯขาดทุนมาโดยตลอด

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้น TSLA ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือการที่นักลงทุนบางส่วน เลือกเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ต (Short Selling)

เพราะมองว่าสุดท้ายราคา TSLA จะลง แต่ไปๆมาๆ เมื่อราคายังคงสวนทางต่อเนื่อง บีบให้นักลงทุนกลุ่มนี้ต้องรีบซื้อคืนก่อนจะขาดทุนเอง จนสุดท้ายกลายเป็นทำให้ราคาของ TSLA ปรับตัวต่อ

ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางส่วนก็มองว่านี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต เพราะปัจจุบัน ยอดขาย EV นั้นมีมูลค่าแค่ 2% ของตลาดรถยนต์ทั้งโลก แต่ตัวเลขนี้จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นภายในห้าปีจากนี้ เมื่อราคาของรถ EV ถูกลงจนจับต้องได้

แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านนี้ ทาชา คีนีย์ นักวิเคราะห์จาก ARK Invest ซึ่งแสดงท่าทีสนับสนุน มัสก์ มาตลอด ก็เสริมว่านี่คือคือผู้นำตัวจริง และมีข้อได้เปรียบบริษัทอื่นๆอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์

การลงทุนกับหุ้น TSLA ตั้งแต่ตอนนี้ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รอจนอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนสู่ยุคของ EV อย่างเต็มตัวนั่นเอง (อ่านเพิ่มเติม ที่นี่)

AHEAD TAKEAWAY

ขณะที่ราคาหุ้นของ Tesla กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่กลับมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่พลาดโอกาสทองนี้ไป

กองทุนเพื่อการลงทุนแห่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย หรือ PIF ซึ่งเคยเป็นข่าวอยู่เบื้องหลังทวีตซื้อหุ้นคืนของ อีลอน มัสก์ เมื่อสองปีก่อน

(อ่านเพิ่มเติม เมื่อ TSLA เตรียมอำลา NASDAQ : ปลายทางที่ตะวันออกกลาง?)

และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของบริษัท โดยถือ TSLA อยู่ราวๆ 5% ของทั้งหมด คิดเป็น 8.2 ล้านหุ้น ตอนจบไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว

แต่กลับตัดสินใจขายออกไปถึง 99.5% ในไตรมาสสุดท้าย ที่ราคาหุ้นละ 350 ดอลลาร์ เหลือเก็บไว้เพียง 39,000 หุ้น เท่ากับว่า PIF พลาดโอกาสทำกำไรจากหุ้น TSLA ณ ราคาปัจจุบัน ไปไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์

เงินจำนวนนี้คงไม่มากอะไรสำหรับซาอุดีอาระเบีย ที่ลงทุนไปมหาศาลในวงการสตาร์ทอัพ ทั้งในนามของ PIF เอง หรือผ่าน Softbank ของ มาซาโยชิ ซอน

แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการประเมินศักยภาพของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะแม้แต่นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น Apple ก็ยังเคยแสดงความเห็นว่าถ้าค่ายผลไม้จะเข้าไปซื้อกิจการของ Tesla จริง ก็เป็นความคิดที่แย่ เพราะธุรกิจรถยนต์มีความแปรปรวนสูง และมีคู่แข่งจำนวนมาก

แต่สุดท้าย มูลค่าของ Tesla ในตลาด ณ ปัจจุบัน ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าแม้แต่คนระดับปรมาจารย์ ก็ไม่ได้อ่านขาดในทุกเรื่องเสมอไป

เรียบเรียงจาก
Tesla stock is soaring. Madness or visionary investing?

TSLA: Saudi Arabia sold Tesla stake worth billions just before massive rally

[TSLA] Stock Soars Over $900?! Why?

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า