ผลสำรวจจาก Strategy Analytics พบว่า Apple Watch ทำยอดขายเฉพาะในปี 2019 ได้ถึง 31 ล้านเรือน หรือสูงขึ้น 31% จากปีก่อน มากกว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีแบรนด์ดังอย่าง Swatch หรือ TAG Heuer ที่มียอดขายรวมกัน 21.1 ล้านเรือน

ตัวเลขดังกล่าวมาจากผลการสำรวจของทาง Strategy Analytics ที่รวบรวมข้อมูลจากร้านค้าปลีกและพันธมิตรต่างๆ ขณะที่ Apple ไม่ได้ระบุถึงยอดขายของสมาร์ทวอทช์ยอดฮิต ในการเผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุดแต่อย่างใด

ในปี 2017 Apple Watch ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดแวเรเบิลดีไวซ์มาตลอด เคยทำยอดขายแซงหน้าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็เป็นตัวเลขเพียงไตรมาสเดียวเท่านั้น

ขณะที่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ยอดขายทั้งปีของสมาร์ทวอทช์ค่ายผลไม้ แซงหน้ายอดขายรวมของทุกแบรนด์จากสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ

นีล มอว์สตัน ประธานบริหารของ Strategy Analytics ให้ความเห็นว่าตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเลือกซื้อสมาร์ทวอทช์ หรือริสท์แบนด์ที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น

“นาฬิกาแบบแอนะล็อกยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคกลุ่มที่เริ่มมีอายุ แต่เด็กรุ่นใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสมาร์ทวอทช์มากกว่า”

ด้าน สตีเวน วอลท์เซอร์ นักวิเคราะห์ของ Strategy Analytics ให้ความเห็นที่ค่อนข้างรุนแรงกว่า เพราะตัวเลข 21.1 ล้านเรือนของทั้งอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสทั้งระบบนั้น เป็นจำนวนที่ลดลงจากปี 2018 ถึง 13% ด้วย

“ผู้ผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมของสวิส อย่าง Swatch หรือ Tissot กำลังเพลี่ยงพล้ำในสงครามสมาร์ทวอทช์ Apple มาพร้อมผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่า ผ่านช่องทางค้าปลีกที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า จนโน้มน้าวให้คนรุ่นใหม่ๆอยากใส่นาฬิกาดิจิทัลมากขึ้น”

AHEAD TAKEAWAY

ในการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปีทางบัญชี (fiscal year) หรือระหว่าง 1 ต.ค.-28 ธ.ค. 2019

iPhone ยังคงเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้ Apple มากที่สุด โดยเฉพาะยอดขายของ iPhone 11 และ iPhone 11 Pro ที่ทำให้บริษัทฯ มีรายได้เฉพาะจากสินค้ากลุ่มนี้ ถึง 55,960 ล้านดอลลาร์ (1.7 ล้านล้านบาท) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ Wallstreet ประเมินไว้ ราว 4 พันล้านดอลลาร์ (1.24 แสนล้านบาท)

รองลงมาคือรายได้จากบริการต่างๆ ที่ทำไป 12,700 ล้านดอลลาร์ (3.94 แสนล้านบาท)

ที่น่าสนใจคือกลุ่มแวเรเบิลดีไวซ์ (หรือที่ระบุรวมๆว่า Other products) อย่าง Apple Watch และ AirPods นั้นขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับสามแล้ว ด้วยอัตราเฉลี่ยโตขึ้นราว 19% ต่อเนื่องทุกปี

โดยในไตรมาสที่ผ่านมานั้น สินค้ากลุ่มนี้ทำรายได้ไปราว 10,000 ล้านดอลลาร์ (3.1 แสนล้านบาท) แซงหน้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เคยเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ (7.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 22,000 ล้านบาท) ได้เป็นครั้งแรก

แสดงให้เห็นว่าธุรกิจของ Apple ที่หลายคนมองว่ากินบุญเก่าจาก iPhone นั้น ที่จริงแล้ว ยังเติบโตและต่อยอดไปได้อีกมาก และบอกทิศทางของคอมพิวเตอร์ในอนาคตว่า กำลังจะเปลี่ยนจากเดสก์ท็อป มาสู่แวเรเบิลดีไวซ์ต่างๆแทน ทั้งเฮดโฟน สมาร์ทวอทช์ รวมถึงแว่น AR

แม้จะมีหลายคนทักว่า Apple Watch ไม่มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็นสินค้าเรือธงได้ เพราะยังต้องทำงานในฐานะอุปกรณ์เสริมของ iPhone เท่านั้น

แต่สำหรับค่ายผลไม้ เรื่องดังกล่าวก็ไม่น่าจะกระทบอะไรกับโอกาสเติบโตของสินค้าตัวนี้

เพราะจากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ (นับจนถึงเดือนพ.ย. 2019) มี iPhone ที่มีการใช้งานในปัจจุบันอยู่ราว 715 ล้านเครื่อง (จากทั้งหมด 2,200 ล้านเครื่องนับแต่วางขายเมื่อสิบปีที่แล้ว)

นั่นแปลว่ายอดขาย 31 ล้านเรือน ในปี 2019 ที่สำรวจไว้โดย Strategy Analytics ยังไม่ถึง 5% ของยอดผู้ใช้งาน iPhone จริงด้วยซ้ำ ซึ่งก็ขึ้นกับว่าทางค่ายผลไม้จะใช้กลยุทธ์แบบไหนในการขยายตลาดตรงนี้ออกไป

มองกลับมาที่อุตสาหกรรมนาฬิกา นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนอย่างที่นักวิเคราะห์ของ Strategy Analytics จริงๆก็ได้ ว่านาฬิกาแบบแอนะล็อก จะไม่ใช่สินค้าแบบ mass product อีกต่อไป

คือแม้ตัวธุรกิจอาจจะไม่ถึงกับถูก disrupt โดยสมาร์ทวอทช์ แต่บทบาทของมันก็จะค่อยๆลดลง จนกลายเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม (niche) หรือเพื่อการสะสมมากขึ้น

นั่นแปลว่าผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ต้องปรับตัวในทางใดทางหนึ่งอยู่ดี เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดในอนาคตที่นาฬิกาไม่ใช่ “ของมันต้องมี” อีกต่อไป

(อ่านเรื่องราวการคัมแบ็กของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ที่เคยเกือบแพ้ให้กับนาฬิการะบบควอทซ์จากญี่ปุ่นได้ ที่นี่)

เรียบเรียงจาก

Apple now sells more watches than the entire Swiss watch industry

Apple’s fastest-growing business segment, which includes AirPods and Watch, is now bigger than Mac

Apple generated $56 billion in iPhone revenue last quarter on strong iPhone 11 sales

How Many iPhones Are There [2019 Full List]

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า