ในยุคที่เรามีเครื่องมือการตลาดมากมายบนโลกออนไลน์ ทั้ง Google AdWords, Facebook Ads หรือสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้เลือกใช้ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากใช้งานสิ่งเหล่านี้แบบผิดๆ จากแทนที่จะดึงลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือบริการได้ กลับเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยเปล่าประโยชน์

คุณอาจเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นก็ได้ ลองอ่านคำเตือน 6 ข้อ จาก เอสที แรนด์ ที่ปรึกษาธุรกิจและการตลาด และผู้ก่อตั้ง Strand Consulting กับเว็บไซต์ estierand.com แล้วลองกลับไปทบทวนดู ก่อนทำแคมเปญการตลาดในครั้งต่อๆไป

#1
เริ่มต้นด้วยโลโก้และแบรนดิ้ง

หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยความคิดที่ว่าโลโก้สวยๆ และชื่อแบรนด์เท่ๆ คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ถึงขนาดลงทุนหนักกับเรื่องนี้

แต่จากประสบการณ์ของ แรนด์ เธอบอกว่า 9 ใน 10 รายที่ยึดมั่นกับเรื่องนี้ สุดท้ายจะพบว่ามันไม่เวิร์ค

เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โลโก้และการทำแบรนดิ้งก็ต้องเปลี่ยนตาม จนต้องวนลูปกลับไปจ้างคนให้แก้ไขอีกครั้งและอีกครั้ง

แรนด์ แนะนำว่าสิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจควรใส่ใจ คืออะไรคือจุดเด่นของบริษัท ไม่ใช่ โลโก้

ส่วนเมื่อถึงเวลาออกแบบโลโก้ คุณควรทำการบ้านก่อนว่าโลโก้ของบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันหน้าตาเป็นยังไง

ของบริษัทคุณเองก็ไม่ควรฉีกกฎ จนลูกค้าเดาไม่ออก คำแนะนำจาก แรนด์ คือให้หาองค์ประกอบแบบที่คุณต้องการจากโลโก้ของบริษัทอื่นๆ เติมเอกลักษณ์ของคุณลงไปให้เกิดความแตกต่าง

จากนั้น ค่อยไปบรีฟกับดีไซเนอร์ว่าต้องการแบบนี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องจ้างเขาแพงๆในการครีเอททุกอย่างจากศูนย์

#2
คิดว่าสร้างเว็บไซต์เสร็จแล้วคือจบ

หลายๆธุรกิจเชื่อว่าถ้าบริษัทมีเว็บไซต์แล้ว เดี๋ยวลูกค้าก็คงคลิกเข้ามาดูเอง

แต่ในความเป็นจริง เว็บไซต์ของคุณเป็นเหมือนแค่ฟองคลื่นเล็กๆในมหาสมุทร ทุกวันนี้ จะหวังให้ลูกค้าบังเอิญคลิกมาเจอเว็บของคุณนั้น ยากยิ่งกว่ายาก

บทบาทของเว็บไซต์ ณ ปัจจุบัน เป็นเพียงฟันเฟืองตัวนึงในธุรกิจเท่านั้น ถ้าคิดจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ คุณต้องมีกลยุทธ์เพื่อดึงลูกค้าให้เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ

แค่นั้นไม่พอ คุณยังต้องมีกลยุทธ์เพื่อปิดการขายด้วย ซึ่งปลายทางตรงนั้นอาจอยู่ในเว็บไซต์ของคุณหรือช่องทางอื่นก็ได้

#3
ใช้กลยุทธ์เดียวกับทุกโซเชียลมีเดีย

หนึ่งในปัญหายอดฮิตของการทำมาร์เก็ตติ้งบนโลกออนไลน์ คือการใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันบนโซเชียลมีเดียหลากแพลตฟอร์ม

จริงอยู่ ลูกค้าหนึ่งราย อาจจะมีบัญชีทั้งของ Facebook, Instagram หรือ Twitter อยู่ แต่อย่าลืมว่าจุดประสงค์ในการใช้งานแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน

เช่น Facebook อาจมีไว้ติดตามข่าวสารทั่วไป Instagram อาจเน้นไปที่รูปภาพ Twitter เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ หรือ LinkedIn ที่เน้นหนักเรื่องการงานโดยเฉพาะ

การพยายามใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันในทุกแพลตฟอร์ม คงไม่ต่างอะไรกับการใส่ชุดสูทไปทุกๆที่ ตั้งแต่ทำงาน พาครอบครัวไปเที่ยว เล่นฟุตบอลกับเพื่อน ฯลฯ

การจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ คุณจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งในบางกรณีคุณอาจจ้างในลักษณะพาร์ทไทม์แทน จะเหมาะกว่า เพราะอย่าลืมว่าบางแพลตฟอร์ม ก็อาจไม่เหมาะกับลักษณะธุรกิจของคุณ

#4
ทุ่มซื้อแอดแบบ Pay-Per-Click แบบไม่ลืมหูลืมตา

ความง่ายในการใช้งาน Google Adwords และ Facebook Ads ทำให้หลายธุรกิจเลือกใช้สองช่องทางนี้ในการทำการตลาด

แต่การที่มันใช้งานง่าย ไม่ได้แปลว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายของคุณได้ ตรงกันข้าม มันไม่ต่างอะไรกับการเผาเงินทิ้ง ถ้าคุณใช้ไม่ถูกวิธี

โฆษณาแบบ Pay-Per-Click ก็มีศาสตร์ของมันอยู่ ซึ่งถ้าคุณเป็นมือใหม่ ให้ลองปรึกษาคนที่มีความถนัดในด้านนี้อย่างจริงจัง หรือหาคอร์สเรียนจะดีกว่า เพราะแม้จะเสียเงินเหมือนกัน แต่ก็ดีกว่ายิงเองแบบไร้ทิศทาง เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และไม่เกิดผลด้วย

และอย่าลืมที่เตือนไว้ในข้อ 2 คือเมื่อคุณดึงลูกค้าให้เข้าเว็บไซต์ได้แล้ว ก็ต้องพยายามปิดการขายให้ได้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านและกลับออกไปมือเปล่า

#5
คิดว่างานขายกับการตลาดเป็นคนละเรื่องกัน

ถ้าสินค้าหรือบริการของคุณไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าขาดไม่ได้ (หรืออาจจะขาดไม่ได้ แต่เขายังไม่รู้ตัว) การติดตามเป็นระยะเพื่อปิดการขาย คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม

แรนด์ ยกสถิติน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาอธิบายว่า 80% ของการขาย เกิดขึ้นหลังคุณติดต่อกับลูกค้าเป็นครั้งที่ห้า ขณะที่มีเพียง 10% ของเซลส์ ที่ติดตามเรื่องจากลูกค้าถึงห้าครั้ง

นั่นแปลว่ายอดขาย 80% เกิดขึ้นโดยฝีมือคนเพียง 10% หรืออีกนัยหนึ่งคือ ถ้าไม่มีการฟอลโลว์อัพที่ดีพอ ยอดขายเกือบทั้งหมดของบริษัทฯ ก็จะไม่เกิดขึ้น

คำแนะนำจาก แรนด์ คือการโทรศัพท์สลับกับส่งอีเมลอย่างน้อยสามครั้ง หรือ call-email-call เพื่อให้การสื่อสารไม่ขาดช่วง ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์

เช่น ถ้าเริ่มด้วยการโทรหา ให้ฟอลโลว์อัพด้วยอีเมล และปิดด้วยการโทร หรือถ้าเริ่มด้วยการส่งอีเมล ก็ให้ติดตามด้วยการโทรหา และปิดด้วยอีเมล

แต่ระหว่างทาง ก็ต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนด้วย เช่น ก่อนจบบทสนทนาครั้งแรก ให้แจ้งอีกฝ่ายก่อนว่าจะส่งอีเมลตามไปให้พิจารณา

และในตอนท้ายของอีเมลฉบับนั้น ก็ควรระบุว่าในอีก 2-3 วัน จะติดต่อไปทางโทรศัพท์ เผื่อว่าอีกฝ่ายต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

#6
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ควรลงมือ

แรนด์ ย้ำว่าการทำการตลาดที่เข้าข่ายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ คือการลงมือทันทีโดยไม่คำนวณจุดคุ้มทุนตั้งแต่แรก คิดแค่ว่าทำยังไงถึงจะดึงลูกค้ามาได้มากๆไว้ก่อน จนสุดท้ายเข้าข่ายขายดีจนเจ๊งไปแทน

เพราะหักลบเงิน เวลา และคนที่ใช้ไปแล้ว ไม่คุ้มค่ากับรายได้ที่่กลับเข้ามา

คำแนะนำจาก แรนด์ คือทุกครั้งก่อนเริ่มต้น ควรพิจารณาจากสินทรัพย์ต่างๆที่ต้องใช้ บริษัทเอาท์ซอร์สที่ต้องจ้าง เวลาที่ต้องเสียไป ฯลฯ นำมาหักลบกับรายได้ที่จะเกิดขึ้นจากลูกค้าแต่ละราย เพื่อหาจุดคุ้มทุนก่อน

แต่ถ้าคำนวณแล้วรู้สึกว่าไมุ่คุ้ม ให้มองหาวิธีอื่นๆ แทนที่จะฝืนเดินหน้าต่อ และพบกับความเสียหายจะดีกว่า

เรียบเรียงจาก
Top 6 Marketing Money Wasters

ถ้าคุณสนใจเรื่องการตลาด อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

เจาะ 10 หลักการตลาดเหนือกาลเวลาของ คล๊อด ซี ฮอปกินส์ โดย ศิลป์ธรณ์ สันติธรณ์

รับมือการตลาดยุคใหม่ ด้วยหลัก 5P ยุค 4.0

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า