Gojek ผู้ให้บริการซูเปอร์แอพจากอินโดนีเซีย ปฏิเสธรายงานจาก The Information ที่อ้างว่าบริษัทฯ มีแผนจะควบรวมกิจการกับคู่แข่งสำคัญอย่าง Grab เพื่อยุติสงครามราคา พร้อมระบุหากเกิดขึ้นจริง อาจถูกหน่วยงานรัฐตีความว่าเป็นการเจตนาผูกขาดตลาดด้วย

The Information เผยว่าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หมิง หม่า ประธานของ Grab และ อันเดร โซลิสท์โย หัวหน้าผู้บริหารของ Gojek นัดหารือกันหลายครั้ง เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน เพื่อยุติสงครามราคาแย่งชิงลูกค้า ทั้งในธุรกิจเรียกรถ และเดลิเวอรี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งสองบริษัทไม่สามารถทำกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะ Grab ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่อีกฝ่ายอยากให้เป็นการร่วมทุนในลักษณะ 50-50 มากกว่า เช่นเดียวกับข้อจำกัดทางกฎหมายในแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Gojek ก็ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานดังกล่าวแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีการเจรจาลักษณะนี้เกิดขึ้น ขณะที่ทาง Grab ก็เลี่ยงที่จะตอบคำถามใดๆจากผู้สื่อข่าว

ผู้บริหารรายหนึ่งของยักษ์ใหญ่จากอินโดนีเซีย ให้ความเห็นกับ Deal Street Asia โดยเปรียบเทียบกับดีลที่ทาง Ola ทำร่วมกับ Uber ในอินเดีย เพื่อควบคุมจำนวนผู้ขับ และขึ้นค่าบริการ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อกฎหมายป้องกันการผูกขาด และอาจนำไปสู่บทลงโทษเหมือนที่เคยเกิดกับกรณี Grab ซื้อกิจการของ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อหลายปีก่อน

ด้าน Grab ก็เพิ่งระดมทุนเพิ่มอีก 706 ล้านดอลลาร์ (ราว 22,400 ล้านบาท) จาก Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) และอีก 150 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,800 ล้านบาท) จาก TIS Inc ตามแผนต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมการเงินต่อไป

AHEAD TAKEAWAY

ในหนังสือ Zero To One ปีเตอร์ ธีล มองว่าธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จและยืนระยะได้ยาวนาน จำเป็นต้องผูกขาดอุตสาหกรรมไว้ได้ เหมือนที่ Facebook, Googles หรือ Amazon ทำ

แต่การจะทำแบบนั้นได้ ก็จำเป็นต้องมีสินค้าหรือบริการที่โดดเด่นจนไม่มีใครทดแทนได้

ขณะที่ในธุรกิจเรียกรถ (ride-hailing service) และ เดลิเวอรี นั้น ยังไม่มีผู้เล่นรายไหนที่พัฒนาไปถึงระดับนั้นได้ ทำให้มีการแข่งขันสูง และนำไปสู่สงครามราคา เพื่อโน้มน้าวใจผู้บริโภค ที่จะไปตัดสินกันว่าสุดท้ายสายป่านใครจะยาวกว่าแทน

Uber แม้จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจเรียกรถเมื่อสิบปีก่อน และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนควาามคิดของคนทั่วโลก ให้กล้าขึ้นรถของคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่แท็กซี่ได้

แต่การดึงยูสเซอร์เข้ามาใช้งานในแพลตฟอร์มได้มหาศาลตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็เป็นไปในลักษณะเผาเงินด้วยวิธีต่างๆ เช่น ลดราคา อัดสารพัดโปรโมชั่น เพื่อขยายฐานลูกค้า มากกว่าจะสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมจริงๆ จึงเป็นการเปิดช่องให้บริษัทอื่นๆเข้ามาแข่งขันบ้าง และนำไปสู่สงครามราคาในที่สุด

เพราะผู้บริโภคก็ไม่มีความจำเป็นต้องภักดีต่อแบรนด์ เพราะความคุ้มค่าหรือการจ่ายให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือเป้าหมายนั่นเอง

(อ่านเพิ่มเติม รองประธาน Uber รับบริหารพลาด เร่งโตแต่ไม่พัฒนาโมเดลธุรกิจ)

สุดท้ายการสเกลอัพไปยังภูมิภาคอื่นๆของ Uber จึงมักจบลงด้วยการขายกิจการให้คู่แข่งแทบทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น Didi Chuxing ในจีน หรือ Grab ในอาเซียน ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทเหล่านี้ ก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่ผ่านทางนักลงทุนหลัก เช่น Softbank ที่ถือหุ้นของทั้ง Didi, Grab และ Uber เอง

ส่วนกรณีของ Gojek กับ Grab นั้น ต่างก็มี Visa และ Mitsubishi เป็นผู้ถือหุ้นอยู่

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ในหลายๆดีลที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากแรงผลักดันของ “นักลงทุน” นั่นเอง

แม้การควบรวมกิจการในลักษณะนี้ มักมีผลย้อนหลังตามมาคือการคาดโทษของหน่วยงานรัฐ เหมือนที่ Grab ถูกสั่งปรับจากรัฐบาลมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในข้อหาผูกขาดมาแล้ว จากกรณีซื้อกิจการของ Uber

(อ่านเพิ่มเติม สิงคโปร์สั่งปรับ Grab และ Uber ละเมิดกฎหมายผูกขาด 309 ล้านบาท)

แต่เมื่อเทียบกับเป้าหมายในการ “ลดการแข่งขัน” และ “ยึดครองตลาดส่วนใหญ่” ไว้ ก็อาจนับเป็นความคุ้มค่าที่จะลงทุนก็ได้

(อ่านเพิ่มเติม บทวิเคราะห์ข้นๆกรณี Grab ซื้อ Uber ในอาเซียน)

เรียบเรียงจาก

SE Asian giants Gojek, Grab in merger talks: Report

Gojek denies report on merger talks with Grab

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า