พัทน์ ภัทรนุธาพร หรือ “พี” คือใคร?

หลายคนอาจเคยเห็นเขามาบ้างแล้วบนเวที TEDxTalks ที่เขาขึ้นพูดในหัวข้อ Prototyping the Impossible ที่ทั้งให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สลับกับเสียงหัวเราะจากมุกเกี่ยวกับไดโนเสาร์

พี คือหนึ่งในผลิตผลของโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน หรือ JSTP และมีส่วนร่วมในโครงการนวัตกรรมมากมาย อาทิ เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่สั่งพิมพ์อาหารได้จากคลื่นสมอง เครื่องดักจับแมลงที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ฯลฯ

ปัจจุบัน พี เป็นคนไทย คนแรกในรอบ 20 ปี ที่ได้รับเลือกให้เป็น Graduate Research Assistant ของ MIT Media Lab หนึ่งในห้องแล็บที่ทันสมัยที่สุดในโลกของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังสิ่งประดิษฐ์และแนวคิดต่างๆ ที่มีบทบาทต่อโลกใบนี้มากมาย จากอดีต จนถึงปัจจุบัน รวมถึงในอนาคตด้วย

“ที่ มีเดียแล็บ เราจะคุยกันตลอดว่าอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้มันมาถึง แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้มันเกิดขึ้น” เด็กหนุ่มจากปัตตานี เล่าให้ทีมงาน AHEAD ASIA ฟัง ถึงหนึ่งในแนวคิดหลักของต้นสังกัดปัจจุบัน

และนี่คือบทสนทนาที่ไล่เรียงจากจุดเริ่มต้นของจินตนาการอย่างไดโนเสาร์ ไปจนถึงอวกาศ

รวมถึงแวะข้างทาง เพื่อพูดถึง “อนาคตของประเทศไทย” ในมุมมองของนักเทคโนโลยีศาสตร์ ที่เชื่อในการตั้งคำถามถึงสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าตลอดเวลา

จากไดโนเสาร์ สู่โรงเรียน X-Men

ภาพจาก Facebook Pat Pataranutaporn

ในวัยเด็ก พี เองก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ชื่นชอบในสัตว์ดึกดำบรรพ์ขนาดยักษ์ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าตัวเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็น และพยายามสร้างหรือทดลองอะไรใหม่ๆด้วยตัวเอง

“ผมชอบไดโนเสาร์ เพราะมันมีทุกอย่างที่สัตว์ยุคนี้ไม่มี ของเล่นที่มีอยู่ก็ไม่ถูกใจ เลยเอากระดาษมาขยำๆให้เป็นรูปร่าง เอาเทปมาติดให้เป็นอย่างที่อยากได้”

ขณะที่เด็กหลายคน ทิ้ง ไดโนเสาร์ ไว้เบื้องหลัง เพื่อมุ่งหน้าสู่ทางเลือกอื่นๆในชีวิต แรงขับที่ทำให้เจ้าตัวสนใจวิทยาศาสตร์พาเขาเดินหน้าต่อ จนได้เข้าร่วมใน  JSTP ในช่วงมัธยมต้น ที่ซึ่งเจ้าตัวเรียกแบบติดตลกว่าเป็น “โรงเรียน X-Men”

“JSTP เป็นที่รวมของคนเก่งๆที่มีความสนใจหลายๆด้าน ที่สำคัญคือเขาสอนให้เราเห็นความเชื่อมโยงกันของสิ่งต่างๆ คำถามก็เป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีถูกผิด อีกอย่าง ผมว่าแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างมีส่วนมากๆ คุณแม่ผมเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คุณพ่อก็จะเป็นอีกสาย คือสอนอะไรที่อยู่นอกตำราเรียน”

ไซบอร์กนอกนิยายไซไฟ

จากชีวิตมัธยมในไทย พี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสหรัฐฯในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนตั้งแต่มัธยมปลาย กระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่นี่ และได้เข้าเรียนต่อ พร้อมทำงานที่ MIT Media Lab หนึ่งในห้องแล็บที่ทันสมัยที่สุด ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ

และหนึ่งในงานวิจัยที่เจ้าตัวมีบทบาทสำคัญ คือการรวมสิ่งมีชีวิตเข้ากับเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า Cybernetic Organism (ไซบอร์ก) เพื่อปลดล็อคความสามารถใหม่ๆในร่างกายมนุษย์ออกมา

“ที่ผมตั้งใจนำเสนอ คือแสดงให้เห็นว่าถ้าเรานำเทคโนโลยีมารวมกับร่างกายมนุษย์แล้ว เราจะทำอะไรได้บ้าง

“โปรเจกต์หนึ่งที่เรากำลังทำร่วมกับ NASA คือ แวเรเบิลดีไวซ์ ที่ช่วยควบคุมการผลิตสารต่างๆ หรือระบบการเผาผลาญในร่างกายได้ ทำให้ไม่ต้องทานหรือฉีดยาจากภายนอก เพื่อให้ร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนยอดมนุษย์ (superhuman) ได้”

“อีกเรื่องคือการนำ AI มาช่วยให้คนคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล (rational thinking) เพราะตอนนี้เราอยู่ในโลกที่มีข่าวปลอมเต็มไปหมด”

“ความสามารถของ AI คือการหาแพทเทิร์นของชุดข้อมูล ทีนี้พอเรานำมาใส่ในดีไวซ์ที่เป็นแว่นตา เมื่อมีข่าวสารเข้ามา AI ก็จะตรวจจับว่าข้อมูลนั้น มีเหตุผลรองรับรึเปล่า และจะส่งคำเตือนว่าอาจถูกชักจูงด้วยข้อมูลผิดๆ”

ในทางกลับกัน การให้ AI อธิบายเหตุผลด้วย ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มนุษย์ตรวจสอบการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ได้

“AI ก็เหมือนกับหมาละครับ ว่ามันถูกเทรนมายังไง จะสอนให้ไปกัดคนก็ได้ ถ้าเรารู้ว่า AI นั้นถูกเทรนมาแบบไหน เราก็พอจะคาดเดาการกระทำของมันได้ หรือถ้าข้อมูลของเรามีอคติปนอยู่ ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องได้”

เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม

คำถามที่ตามมา คือการพยายามสร้างหรือเพิ่มสิ่งใหม่ๆเข้าไปในร่างกายมนุษย์นั้น ถือเป็นเรื่องแปลกปลอมรึเปล่า

ในมุมมองของ พี เทคโนโลยีนั้นเป็นเหมือนดาบสองคมอยู่แล้ว แต่วิวัฒนาการของมนุษย์ตามธรรมชาติ ก็เป็นไปเพื่อสร้างเครื่องมือใหม่ๆขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้ว

“เราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ออกแบบมาให้วิ่งเร็ว หรือมีเล็บแหลมคมแบบสัตว์กินเนื้อ แต่แขนของมนุษย์มีไว้เพื่อสร้างเครื่องมือซับซ้อน เพื่อนำไปตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้าก็นับเป็นเทคโนโลยีแบบนึง มันช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกาย หรือช่วยปกปิดส่วนที่เซนซิทีฟต่อสภาพแวดล้อม

“แปลว่าที่ผ่านมา มนุษย์กับเทคโนโลยีนั้นรวมร่างกันมานานแล้ว แต่ที่เรากำลังทำอยู่คือก้าวถัดไป มันเป็นวิวัฒนาการจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว”

“ที่มีเดียแล็บ เราจะคุยกันตลอดว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้มันเกิดขึ้น คือเราต้องเป็นคนบุกเบิก สร้างงานต้นแบบเพื่อให้มันเกิดขึ้นมาจริงๆ”

พลเมืองของจักรวาล

นอกจาก AI หรือ IoT ที่จะเป็นเทคโนโลยีสำหรับยุคนี้แล้ว พี ยังมองว่าเทคโนโลยีด้านอวกาศ จะเริ่มมีบทบาทกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น แต่รวมถึงทัศนคติและความเชื่อต่างๆด้วย

“ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปประชุมกับ NASA ประเด็นหลักที่เราพูดกันทุกครั้งคือการเดินทางไปอวกาศ มันจะเป็นตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านอื่นๆให้ก้าวหน้าไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องดาวเทียมหรือยานอวกาศ แต่ยังมีเรื่องอาหาร การแพทย์และเรื่องอื่นๆอยู่”

“และในระยะยาว เทคโนโลยีด้านอวกาศ จะไปไกลถึงระดับเปลี่ยนมุมมองที่มนุษยชาติมี เหมือนที่ อีลอน มัสก์ บอกว่ามนุษย์จะกลายเป็น Interplanetary Species คือเป็นสปีชีส์ที่สามารถข้ามดวงดาวได้”

“พอไปถึงจุดนั้น มันจะเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อประเทศ ชาตินิยม สังคม เศรษฐกิจ ไปเลย หรือแม้แต่เรื่องทรัพยากรที่อาจจะเป็นของหายาก อย่างทองคำ ถ้าเราไปเจอที่ดาวดวงอื่น มันก็จะทำให้มุมมองของเราที่เคยมองว่าทองคำมีมูลค่าเปลี่ยนไป”

เข้าใจ กับ make sense : ความต่างของไทยกับสหรัฐฯ

ภาพจาก Facebook Pat Pataranutaporn

ประเด็นหนึ่งที่ทีมงาน AHEAD ASIA อยากรู้ คือการเรียนการสอนนั้นส่งผลต่อวิธีคิดของคนในประเทศมากแค่ไหน และนี่คือมุมมองของ พี ที่มีโอกาสสัมผัสเรื่องนี้ด้วยตัวเองในทั้งสองประเทศ

“ในห้องเรียนที่ไทย ครูจะถามนักเรียนว่า ‘เข้าใจรึเปล่า’ แต่ในอเมริกา ครูจะถามว่า ‘สิ่งที่สอนไป make sense รึเปล่า?’

คำว่าเข้าใจของไทย คือข้อมูลที่สอนเข้าไปโดยตรง แต่การถามว่า make sense รึเปล่า มันกระตุ้นให้นักเรียนคิดว่าสิ่งที่ครูเพิ่งพูดไปมีเหตุผลเพียงพอรึยัง

ตรงนี้ผมว่ามันสะท้อนคุณค่าของการสอนในสองประเทศที่มันต่างกัน ไทยอาจจะเชื่อว่าผู้ใหญ่เรียนรู้มาก่อน มีประสบการณ์มาก่อน ฉะนั้น เด็กควรจะเชื่อ”

ในมุมมองของพี การที่คนรู้จักตั้งคำถามต่างหาก คือวิธีที่จะนำตัวเองและส่วนรวมขับเคลื่อนไปข้างหน้า โดยที่บทบาทของครู ไม่ใช่คนที่จะให้ความรู้ แต่เป็นคอยสนับสนุนให้ผู้เรียนค้นพบคำตอบใหม่ๆแทน

“ในอเมริกา จะให้ความสำคัญกับการตั้งคำถาม หรือหาข้อโต้แย้งกับสิ่งที่เคยเป็นมา มันเลยทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า เหมือนไอเดียของสตาร์ทอัพ หรือการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เกิดจากความคิดที่ว่าสิ่งต่างๆมันควรจะดีกว่าที่เคยเป็นมา ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม

หน้าที่ของครูที่นั่นจะเป็นคนคอยประคองให้การถกเถียงกันในห้องเรียน นำไปสู่จุดที่เด็กเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างได้

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราก็ควรต้องปรับตาม เพราะการเรียนรู้ไม่ควรจะหยุดแค่การรับข้อมูล แต่ควรจะเปิดให้วิพากษ์วิจารณ์ และผสมผสานให้เกิดข้อมูลใหม่ๆขึ้นมาด้วย

เราไม่ได้อยู่ในยุคมืดที่ต้องแสวงหาความรู้ เราอยู่ในยุคที่จะทำยังไงให้โลกใบนี้ดีขึ้น สิ่งที่เราควรจะทำ คือเอาความรู้ที่มี มาตั้งคำถามถึงโครงสร้างทางการเมือง หรือโครงสร้างอื่นๆที่กดขี่เราอยู่ นี่คือหน้าที่ของการศึกษาในยุคหน้า”

เพราะจริงๆแล้ว ทุกอย่างบนโลกมันมีความเชื่อมโยงกันหมด จะภาวะโลกร้อน ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชน หรือความขัดแย้งทางการเมือง การจะแก้ปัญหาพวกนี้ มันถึงต้องแก้แบบองค์รวม

“แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าอะไรๆจะแย่ลงนะ ผมเชื่อว่าเมื่อคนจากเจเนอเรชั่นใหม่ๆเติบโตขึ้นมา เขาจะเห็นความผิดพลาดเก่าๆแล้วไม่พยายามทำซ้ำแบบนั้นอีก”

พี ยังเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ ที่จะขึ้นพูด และเปิดเวิร์คชอป “Designing Cyborg For the Future” ในงาน Corporate Innovation Summit 2020 ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 15-17 กันยายนนี้ด้วย

พิเศษ สำหรับผู้อ่าน AHEAD ASIA ที่สนใจ เรามีส่วนลดพิเศษให้ เพียงใส่โค้ด AHEAD รับส่วนลด USD100 ที่นี่ CIS2020

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า