ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดของ โควิด-19 ไปทั่วทุกมุมโลก

อีกหนึ่งปัญหาที่น่าหนักใจไม่แพ้กัน คือเฟคนิวส์ และสารพัดข้อมูลความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้บนโลกออนไลน์

ปัญหานี้ ทำให้ อาวี ชิฟฟ์แมนน์ เด็กหนุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายยิว วัย 17 ปี ลงมือสร้างเว็บไซต์ Coronavirus Dashboard ( ncov2019.live ) ขึ้นเอง เพื่อรวบรวมข้อมูลและข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทั่วโลก ด้วยจุดเด่นคือการอัพเดทข้อมูลล่าสุดๆทุกนาที จนมีคนคลิกเข้าไปใช้งานแล้วกว่า 12 ล้านคน หลังเปิดใช้งานตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว

มีอะไรบ้างใน ncov2019.live ?

เว็บไซต์ที่ ชิฟฟ์แมนน์ เขียนขึ้น จะมีข่าวสารจากทวิตเตอร์ ข้อมูลอัพเดทจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ สถานะอาการป่วย จำนวนผู้ที่ได้รับการรักษา และจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้งในรูปแบบของจำนวนรวมทั่วโลก และแยกเป็นของแต่ละประเทศ ซึ่งสามารถคลิกบนแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อเข้าไปดูจำนวน รวมถึงวันเวลาที่พบผู้ติดเชื้อได้

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส โควิด-19 ที่อธิบายแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ วิธีการป้องกันตัวเอง และการเดินทาง วิธีตรวจสอบอาการเบื้องต้น รวมถึงคำแนะนำในกรณีที่คุณมีอาการของผู้ติดเชื้อ หรือจำเป็นต้องกักตัว ฯลฯ

ที่มาของข้อมูล?

ชิฟฟ์แมนน์ เลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่รายงานจากหน่วยงานสาธารณสุข (ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ) แหล่งข่าวซึ่งเป็นที่ยอมรับ รวมถึงคอมมูนิตี้ออนไลน์ โดยใช้วิธีเขียนโค้ดเพื่อให้มีการตรวจสอบข้อมูลแบบเปรียบเทียบกัน เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด

จำนวนผู้ใช้งาน?

แม้ปัจจุบันตัวเว็บไซต์จะเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ก็มีการบันทึกข้อมูลไว้ว่ามีคนคลิกเข้ามาดูข้อมูลใน Coronavirus Dashboard จากทุกประเทศทั่วโลก โดยผู้ใช้งานเกินกว่าครึ่งอยู่นอกสหรัฐฯ

นับแต่เปิดใช้งานช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว ncov2019.live ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ก็มีผู้เข้าใช้งานครบหนึ่งล้านคน และในปัจจุบัน ก็มีคนคลิกเข้าไปแล้วกว่า 12 ล้าน ในจำนวนนี้ มีถึง 3.2 ล้านคนที่เพิ่งคลิกเข้าไปเมื่อราว 24 ชั่วโมงก่อนหน้า

ขณะที่ ชิฟฟ์แมนน์ เสริมว่าในแต่ละวัน เขาได้รับข้อความจากผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 1,000 ข้อความ มีตั้งแต่คำขอบคุณ คำถามและการขอสัมภาษณ์จากสื่อมวลชน และคำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆจากแพทย์

อาวี ชิฟฟ์แมนน์ คือใคร?

ชิฟฟ์แมนน์ เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว ซึ่งเคยอาศัยอยู่ทั้งในอิสราเอล ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และหกรัฐในอเมริกา

ชิฟฟ์แมนน์ สนใจเรื่องการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเรียนรู้เรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง จากคอร์สออนไลน์ และคอมมูนิตี้ในอินเตอร์เน็ต

ที่น่าสนใจคือเจ้าตัวมองเรื่องพวกนี้ ว่าเป็นอีกรูปแบบของเครื่องมือในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ “ผมใช้การเขียนโค้ด เหมือนจิตรกรใช้พู่กันสร้างผลงาน”

ทำไมต้องสร้าง Coronavirus Dashboard ขึ้นมา?

Coronavirus Dashboard คือตัวอย่างของการใช้ความสนใจที่ว่านี้ให้เกิดประโยชน์ หลัง ชิฟฟ์แมนน์ เริ่มเห็นข่าวการระบาดของไวรัสตัวนี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นในจีน และเกิดไอเดียที่จะลองใช้เทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูลจากโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน

“ผมเริ่มโปรเจกต์นี้ราวๆช่วงคริสต์มาส ตอนนั้นยังมีเคสที่ได้รับการยืนยันไม่ถึงพันคนเลย และทั้งหมดก็ยังอยู่เฉพาะในจีน”

ชิฟฟ์แมนน์ ยอมรับว่าในระยะหลัง การแพร่ระบาดในสหรัฐฯ เริ่มน่ากลัวมากขึ้น เมื่ออีเวนท์ต่างๆเริ่มทยอยยกเลิก ส่วนโรงเรียนก็ต้องหยุดการเรียนการสอน

“เมืองแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง รัฐบาลก็เลี่ยงจะเปิดเผยข้อมูล เพราะกลัวเสียหน้า จนทุกอย่างเริ่มสายเกินไป ทั้งที่จริงๆ คนทั้งโลกควรจะรู้ตัว เพื่อให้พร้อมสำหรับรับมือ ไม่ใช่รอจนสายแล้วคนก็แตกตื่นไปแย่งของกันที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างที่เกิดขึ้น แม่ผมที่เป็นหมอก็เพิ่งได้เครื่องมือสำหรับตรวจเมื่อเร็วๆนี้เอง”

“ผมรู้สึกว่ามันยากมากที่จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน และถูกต้องว่าสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นยังไง เลยตัดสินใจแก้ปัญหาพวกนี้ด้วยตัวเอง และก็คิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นด้วย เพราะไม่ใช่รัฐบาลทุกประเทศที่มีความโปร่งใส ในการให้ข้อมูล”

“ผมเขียนให้เว็บไซต์มันอัพเดทเองโดยอัตโนมัติ จะได้ไม่ต้องลงข้อมูลทุกอย่างเอง มันทำหน้าที่ของมันตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่ตอนที่ผมหลับ”

AHEAD TAKEAWAY
ไม่เก่งเรื่องเรียน ไม่ใช่ปัญหา ถ้ามีเป้าหมาย

กรณีของ ชิฟฟ์แมนน์ ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าสามารถสะท้อนภาพการศึกษาในอนาคตได้

คือ 1) ความรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าห้องเรียนเสมอไป

เหมือนที่ ชิฟฟ์แมนน์ เรียนรู้การเขียนโค้ดด้วยตัวเองจากบทเรียนต่างๆที่มีในโลกออนไลน์

เหมือนที่ ไทแกรน สโลยัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง CodeSignal สตาร์ทอัพสาย edtech มองว่าการศึกษาที่เท่าเทียมกันมากขึ้น จากกพลังของอินเตอร์เน็ต จะทำให้เรซูเม่มีความสำคัญน้อยลง

เพราะการเรียนจบจากสถาบันไหน อาจไม่สำคัญเท่าทักษะและศักยภาพที่คุณมี ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้จากการที่องค์กรใหญ่ๆอย่าง Apple หรือ Google ไม่ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องเรียนจบปริญญาอีกแล้ว

(อ่านเพิ่มเติม 10 เทรนด์เทคโนโลยี ที่จะพลิกโฉมธุรกิจยุคหน้า)

และ 2) เมื่อเป้าหมายแตกต่างกัน เส้นทางก็แตกต่างกัน

แกรี่ เวย์เนอร์ชัค ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง VaynerX ซึ่งทำธุรกิจมีเดียและเอเจนซีแบบครบวงจร มองว่าในอนาคต จะเหลือเพียงไม่กี่อาชีพ ที่ยังจำเป็นต้องมีใบปริญญาหรือใบอนุญาตประกอบอาชีพ เพื่อความน่าเชื่อถือ

กลับกัน ในหลายๆสาขาอาชีพ ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีทักษะที่ดีพอ ก็สามารถเดินหน้าไปตามทางของตัวเองได้

เหมือนที่ ชิฟฟ์แมนน์ ยอมรับว่าทำคะแนนในการสอบที่โรงเรียนได้ไม่ดีนัก เพราะเขารู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไรต่อไปในชีวิต

“ผมทำเท่าที่ทำได้ เพื่อให้สอบผ่าน เพราะเวลาเกือบทั้งหมด ผมใช้ไปกับการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์” 

มาร์คัส เฮทเซนเนกเกอร์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NYBA Media GmbH ดิจิทัลเอเจนซี มาแรงในเยอรมนี ก็เคยให้คำแนะนำในลักษณะนี้ไว้เช่นกัน หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่เลือกที่จะเป็นนายตัวเองทันทีเมื่อจบมัธยม

ชิฟฟ์แมนน์ ก็ยอมรับว่าหลังจบไฮสคูล อาจจะขอเวลาหนึ่งหรือสองปีออกเดินทางไปร่วมในกิจกรรมแฮคกาธอนทั่วโลก เพื่อจะได้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆที่เป็นประโยชน์กับผู้คน

“ผมอยากมีทักษะที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ผมอยากจะเปลี่ยนโลกใบนี้ แต่ไม่อยากถูกเปรียบเทียบกับใคร นอกจากการเป็น อาวี ชิฟฟ์แมนน์ คนถัดไป”

(อ่านเพิ่มเติม 5 เหตุผลที่แค่ใบปริญญา ไม่ใช่กุญแจไขความสำเร็จ ในสายตาคนทำธุรกิจ)

เรียบเรียงจาก

Updated every minute, 17-year-old whiz kid’s coronavirus site used by millions

Coronavirus Dashboard

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า