หลายปีมานี้ แนวคิดเรื่องการ ทำงานจากบ้าน (work from home) ถูกยกขึ้นมาพูดถึงเป็นระยะ

ทั้งจากเรื่องเทคโนโลยีที่เริ่มรองรับ รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตและทำงานในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป

แต่จนถึงช่วงที่ผ่านมา องค์กรส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ได้นำแนวคิดนี้มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะความเคยชินเดิมๆ

จนเมื่อไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดไปทั่วโลกจนเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ การเลี่ยงพบปะผู้คนเพื่อลดความเสี่ยง จึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกะทันหันแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ไชนาซ เฟอร์ฟิเรย์ รองศาสตราจารย์ภาควิชาบริหารจัดการบุคคลของวิทยาลัยธุรกิจวอร์วิค ให้ทรรศนะว่านอกจากเครื่องมือที่รองรับแล้ว การเตรียมพร้อมของบุคลากรในองค์กร ก็สำคัญไม่แพ้กัน

เร็วๆนี้ Gitlab ได้ทำการสำรวจคนที่มีประสบการณ์ หรือได้รับอนุญาตจากต้นสังกัดให้ทำงานโดยไม่เข้าออฟฟิศได้ พบว่า 90% เห็นด้วยและแนะนำให้องค์กรผลักดันแนวคิดนี้ให้เป็นจริง

แต่ในมุมกลับ คนกลุ่มนี้ก็ระบุปัญหาของการ ทำงานจากบ้าน หรือจากระยะไกลไว้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณ รวมถึงองค์กรต่างๆต้องรู้ไว้ เพื่อให้การทำงานจากบ้านช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าต่อได้ ในภาวะที่ทุกอย่างมีแนวโน้มชะลอตัว

#1
สิ่งแวดล้อมเบี่ยงเบนความสนใจ

จากผลสำรวจ มีถึง 47% ที่ยอมรับว่าระหว่างการทำงานจากบ้าน มีเรื่องอื่นๆแทรกเข้ามาดึงความสนใจ

ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างคนมากดกริ่งประตูบ้าน เพื่อฝากพัสดุของคนข้างบ้าน ไปจนถึงคนในครอบครัว หรือแม้แต่ สัตว์เลี้ยงที่ไม่ชินกับการเห็นคุณอยู่บ้านในเวลากลางวัน

ทางแก้ที่พอจะทำได้ คือ เมื่อคุณจะเริ่มทำงานอาจต้องปิดโทรศัพท์ ปิดประตูห้อง แขวนป้ายห้ามรบกวน หรือใส่หูฟังที่ตัดเสียงรบกวนได้ จนกว่าจะทำงานที่ตั้งใจไว้จนเสร็จ

#2
ไขว้เขวเพราะตัวคุณเอง

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ตัวคุณเองก็มีส่วน เพราะถ้าอยู่ที่ออฟฟิศ คุณจะรู้ตัวเองว่าสิ่งที่ต้องจดจ่อคืองาน แต่การอยู่ที่บ้านซึ่งปกติเป็นที่พักผ่อน จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายตัวเองเกินไป

คนที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานที่บ้านมาก่อน อาจจะคิดว่าสามารถทำตัวสบายๆเหมือนอยู่บ้านได้ เช่น ล้างจานไปพร้อมๆกับประชุมทางโทรศัพท์

ซึ่งในความเป็นจริง มันผิดจากหลักการในหลายๆเรื่อง ทั้งการทำ multi tasking ที่ไม่เคยให้ผลดี หรือแม้แต่เรื่องมารยาท ที่ทุกคนในที่ประชุมจะรู้ว่าคุณกำลังทำธุระอื่นอยู่

วิธีแก้คือคุณต้องปรับวิธีคิดใหม่ ให้มีสมาธิกับงานมากขึ้น เช่นการตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นเป็นเวลา รวมถึงหามุมสงบสำหรับทำงานเป็นประจำเพื่อให้เกิดความเคยชินว่านี่คือพื้นที่ในการทำงานที่บ้านของคุณ

#3
การสื่อสารที่กำกวม

ราวๆ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจ (35%) รู้สึกว่าการทำงานจากบ้าน ทำให้ไม่สะดวกในการติดต่อกับทีมงานหรือลูกค้า

ปัญหานี้ แก้ได้ด้วยเครื่องมือที่มีให้เลือกใช้มากมายในปัจจุบัน ตั้งแต่อีเมล หรือโปรแกรมทำงานร่วมกันอย่าง Slack, Microsoft Teams รวมถึงแอพสำหรับทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Zoom

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เครื่องมือเหล่านี้ก็ยังมีข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆของมันเอง และยังไม่มีตัวไหนทดแทนการปฏิสัมพันธ์ต่อหน้าได้

เพราะการสื่อสารผ่านกันด้วยข้อความเพียงอย่างเดียว มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะข้อความในอีเมล หรือ Slack ที่เขียนแบบเร่งรีบโดยไม่ขัดเกลา

ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่คุณสื่อสารหรือไม่ ให้ลองวิธีเบสิคที่สุด อย่างการยกหูโทรศัพท์คุย หรือคุยผ่านวิดีโอแชท เพื่อให้เข้าใจตรงกันจะดีกว่า

#4
จิตตกเมื่ออยู่คนเดียว

อีกเรื่องที่หลายคนไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นปัญหา คือการเปลี่ยนจากบรรยากาศวุ่นวายในออฟฟิศ มาเป็นทำงานเงียบๆคนเดียว จะทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามถึง 1 ใน 3 (35%) ยอมรับว่ามีอาการนี้

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนเลี่ยงการพบปะกันเพราะกลัวการติดเชื้อ ก็มีแนวโน้มจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น

ทางออกที่พอทำได้ในสถานการณ์นี้ คือการพูดคุยกันผ่านทางวิดีโอ แม้มีแนวโน้มว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อเวลาในการทำงานบ้าง แต่ก็น่าจะพอช่วยให้คนที่ต้องเก็บตัวอยู่คนเดียวรู้สึกดีขึ้นได้

#5
ขาดแรงกระตุ้น

29% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าการทำงานร่วมกับคนอื่นๆในออฟฟิศ และได้เห็นความตั้งใจของคนรอบข้าง มีส่วนกระตุ้นให้อยากทำงานมากกว่าการแยกมานั่งทำคนเดียว

เมื่อต้องอยู่คนเดียว วินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวางตารางทำงานที่ชัดเจนในแต่ละวัน จะมีส่วนช่วยตรงนี้ได้มาก

สมมติว่างานของคุณ มีกำหนดส่งในอีกหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนข้างหน้า การย่อเป้าหมายให้มีขนาดเล็กลง สำหรับทำให้เสร็จในแต่ละวัน จะช่วยให้คุณรู้สึกว่างานกำลังคืบหน้า

ผู้จัดการหรือผู้บังคับบัญชาก็มีบทบาทที่จะต้องคอยติดตามและกระตุ้นให้คนในทีมเป็นระยะ เพื่อให้งานเดินหน้าจริงๆ

จากแนวโน้มปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่หลายคนจะต้องทำงานจากบ้านไปอีกนานหลายสัปดาห์เป็นอย่างน้อย

บางที นี่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของบริษัทหรือองค์กรของคุณก็ได้ ถ้าผลงานในระหว่างนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการทำงานจากบ้านได้ผลดีจริง

เรียบเรียงจาก

Working from home: Your common challenges and how to tackle them

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า