โควิด-19 ไม่ได้อันตรายเฉพาะกับร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงถึงภาคเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย

เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันบีบให้คนจำนวนมากต้องเลี่ยงการเดินทางและทำงานจากบ้านเป็นหลัก อุตสาหกรรมประเภทที่ต้องการให้คนออกจากบ้านมาใช้บริการจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

และนี่คือตัวอย่างบางส่วนที่นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาต่างๆในสหรัฐฯ มองว่าจำเป็นต้องปรับตัว หรือมองหากลยุทธ์ใหม่ให้เร็วที่สุด

#1
ขาดกีฬา เคเบิลทีวีขาดใจ

ทุกวันนี้ เคเบิลทีวีแบบเดิมอย่าง ESPN หรือ FOX กำลังเสียฐานผู้ชมไปให้กับธุรกิจสตรีมมิ่ง ที่ราคาถูกกว่าและสะดวกกว่ามากขึ้นเรื่อยๆ

เฉพาะในสหรัฐฯ มีรายงานว่ายอดผู้ถือสมาชิกเคเบิลทีวีแบบรายเดือนที่เคยมีถึง 100 ล้านคน ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 80 ล้านคน และกำลังลดลงเรื่อยๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากยังคงจ่ายค่าบริการให้เคเบิลทีวีอยู่ คือช่องทางแบบเอ็กซ์คลูซีฟในการเข้าถึงคอนเทนต์กีฬา อย่าง NBA, NFL หรือกอล์ฟรายการสำคัญๆนั่นเอง

แต่เมื่อการแข่งขันกีฬาทุกประเภทหยุดชะงักเพราะโควิด-19 จุดเด่นของเคเบิลทีวีแบบเดิมก็หมดไป ต่อให้คนจำนวนมากถูกบีบกลายๆให้ต้องนั่งทำงานอยู่กับบ้านแล้วก็ตาม

เคร็ก มอฟเฟตต์ นักวิเคราะห์จาก MoffettNathanson มองว่าเมื่อคุณค่าหรือความจำเป็นของการสมัครสมาชิกเคเบิลทีวีแบบเก่าเริ่มถดถอย ก็มีแนวโน้มสูงที่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ จะถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยแรกๆที่ถูกตัดออก หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ และส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลก

และนั่นอาจทำให้ผู้บริหารของธุรกิจกลุ่มนี้ต้องทบทวนใหม่ ว่าการมีคอนเทนต์ประเภทเอ็กซ์คลูซีฟในมือ แต่อยู่นอกเหนือการควบคุม อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้ผลในการจูงใจผู้บริโภคอีกต่อไป

#2
โควิด vs โค-เวิร์คกิ้งสเปซ

เหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นใน WeWork ผู้ให้บริการโค-เวิร์คกิ้งสเปซรายใหญ่ ในการยื่นเรื่องทำ IPO เมื่อปีกลาย นอกจากพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจของผู้บริหารแล้ว คือธุรกิจนี้จะหารายได้จากไหน ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงถดถอย

สมมติฐานนั้นกำลังถูกทดสอบว่าถูกต้องหรือไม่ จากวิกฤตครั้งนี้ เมื่อคนกลุ่มที่น่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มหลักของ WeWork ย้ายไปปักหลักทำงานที่บ้าน โดยหันไปพึ่งเทคโนโลยี อย่าง Slack หรือ Zoom ในการประชุม และทำงานแทน

ปัญหาของ WeWork และผู้ให้บริการโค-เวิร์คกิ้งสเปซอื่นๆ อาจไม่ได้จบลงเมื่อการระบาดสิ้นสุด เพราะถ้าคนกลุ่มนั้นเริ่มปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่สำเร็จ การทำงานจากบ้านอาจเป็นตัวเลือกแรกแทนการเช่าออฟฟิศแทนก็ได้

คาร์ล ไอคาห์น นักลงทุนที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน มองว่าธุรกิจประเภทนี้ จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน เมื่อวิกฤตโควิดสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นจะต้องเริ่มคิดและลงมือทำอะไรบางอย่างตั้งแต่ตอนนี้เลย

อ่านเพิ่มเติม บทเรียน 3 ข้อจาก WeWork ที่ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องรู้

#3
ฟิตเนส vs ออกกำลังกายที่บ้าน

ธุรกิจฟิตเนสที่เหมือนจะซบเซาไประยะหนึ่ง กลับมากระเตื้องขึ้นอีกครั้งจากเทรนด์รักสุขภาพในปัจจุบัน แต่ก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง เพราะการระบาดของโควิด-19

ทางเลือกของกลุ่มคนที่เคยใช้บริการที่ยิมในช่วงนี้ คงไม่พ้นการหาซื้ออุปกรณ์มาทดแทน เพื่อออกกำลังกายที่บ้านแทน

ยิ่งในสหรัฐฯแล้ว นี่คือโอกาสทองของ Peloton Interactive สตาร์ทอัพมาแรงที่จำลองบรรยากาศของการเข้าคลาสฟิตเนสกับเทรนเนอร์มาไว้ที่บ้าน ทั้งแบบไลฟ์สด หรือคลิปที่ดาวน์โหลดมา ผ่านอุปกรณ์อย่างจักรยานหรือลู่วิ่งไฮเทคพร้อมจอสัมผัส

ที่ผ่่านมา จักรยานฟิตเนสหรือลู่วิ่งของ Peloton อาจถูกมองว่ามีราคาสูง (เริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ หรือ 6 หมื่นบาท) และไม่เหมาะจะซื้อมาใช้ที่บ้าน

แต่ถ้าสถานการณ์ของโควิดยืดเยื้อนานหลายเดือน กลุ่มคนที่ต้องการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อรักษาสภาพร่างกายไว้ ก็อาจตัดสินใจลงทุนแบบจริงจังก็ได้

เกรกอรี มิลาโน ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Fortuna Advisors มองว่าจุดแข็งของฟิตเนสต่างๆ รวมไปถึงสปาและซาลอน ยังมีอยู่ คือเรื่องการเข้าสังคมระหว่างผู้ใช้งานด้วยกัน

ระหว่างนี้ ผู้บริหารก็คงต้องเตรียมกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มเดิมที่เริ่มคุ้นเคยกับการออกกำลังกายที่บ้านให้กลับมา รวมถึงทบทวนด้วยว่าจุดด้อยตรงไหนที่อาจทำให้ผู้บริโภคไม่พอใจได้

#4
กำแพงเอ็กซ์คลูซีฟของภาพยนตร์พังทลาย

ก่อนจะเกิดการระบาดของโควิด-19 อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังไปได้สวย โดยแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการมาของสตรีมมิ่งเลย

เพราะการชมภาพยนตร์ในโรงนั้นให้ประสบการณ์ที่ต่างกัน รวมถึงเงื่อนไขที่จำกัดให้ผู้บริโภคที่อยากชมภาพยนตร์จากสตูดิโอดังๆ ผ่านบริการสตรีมมิ่ง ต้องรออย่างน้อยสามเดือนขึ้นไป

นี่เป็นประเด็นที่ เท็ด ซารานดอส หัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ของ Netflix เลือกมาโจมตีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่าเป็นนโยบายที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สะดวกจะไปชมที่โรงภาพยนตร์

แต่การระบาดของ โควิด-19 ทำให้สตูดิโอภาพยนตร์หลายๆแห่งต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ แม้ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างสูง อย่าง Fast & Furious 9 จะเลือกขยับโปรแกรมไปเป็นปีหน้า

แต่ Trolls World Tour หรือ The Invisible Man ที่มีกำหนดลงโรงที่สหรัฐฯในช่วงนี้ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการเปิดให้เช่าแบบออนไลน์แทน ในราคา 19.99 ดอลลาร์ (ราว 6 ร้อยบาท)

หรือแม้แต่ Frozen 2 ซึ่งฉายในโรงไปแล้ว และอยู่ระหว่างช่วงรอการลงแผ่นกับปล่อยสตรีมมิ่ง ก็อาจถูกร่นระยะเวลาให้สั้นลงกว่าเดิมไปด้วย

ริช กรีนฟิลด์ นักวิเคราะห์จาก LightShed มองว่าเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็จะยังเดินหน้าต่อได้ เพราะรายได้จากธุรกิจสตรีมมิ่ง ไม่สามารถเทียบกับรายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ดี

ปัญหาคือ ณ ปัจจุบัน บริษัทต่างๆกำลังสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลไป ทั้งที่นี่คือช่วงเวลาทองของปี จนกระทบต่อราคาหุ้นของแต่ละบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปด้วย

ในความเห็นของ กรีนฟิลด์ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสตูดิโอภาพยนตร์ขนาดเล็กหลายๆแห่งที่ลงทุนไปแล้ว แต่ไม่มีรายได้กลับมาในช่วงเวลานี้ ว่าจะประคับประคองธุรกิจต่อไปได้นานขนาดไหนนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม สำรวจทิศทางคอนเทนต์ยุคใหม่ ผ่านสายตาผู้บริหาร Youtube, Netflix และ Disney

เรียบเรียงจาก

Coronavirus could be the tipping point for movie theaters, gyms and other industries already suffering from disruption

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า