ทุกๆปี กองบรรณาธิการ นิตยสาร MIT Technology Review จะทำการคัดเลือก 10 ประเภทเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาพลิกโฉมชีวิตและการทำงานของเราไปจากเดิม

ปีที่แล้ว บิล เกตส์ ได้รับมอบหมายในฐานะบก. กิตติมศักดิ์ ให้เป็นผู้เลือก (อ่านเพิ่มเติม 10 เทคโนโลยีพลิกโลกในทรรศนะ บิล เกตส์) ส่วนปีนี้ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเป็น 10 เรื่องจาก 10 มุมมองของคนที่คร่ำหวอดในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตรง

บางเรื่อง คุณอาจเคยได้ยินมาบ้าง บางเรื่องอาจฟังดูเป็นของใหม่แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว มาทำความรู้จักกับมัน “ล่วงหน้า” ก่อนที่มันจะมาถึงตัวคุณกันดีกว่า

#1
อินเทอร์เน็ตที่แฮ็คไม่ได้

เลือกโดย: รัสส์ ยุสเคเลียน ช่างภาพและผู้สื่อข่าวอิสระ
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: ภายใน 5 ปี
ทำไมถึงสำคัญ: แก้ปัญหาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปัจจุบัน

หลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่่วโลกพยายามทดลองการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีบันทึกข้อมูลแบบเข้ารหัสลงในอนุภาคโฟตอน เพื่อส่งผ่านเคเบิลไฟเบอร์ออปติค

แต่ไม่ว่าจะรัดกุมแค่ไหน การพึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมที่ต้องผ่านตัวกลาง ก็ยังเท่ากับมีช่องโหว่ให้เกิดการแฮ็กขึ้นได้

ทีมวิจัยจาก Deft University of Technology ในเนเธอร์แลนด์ นำโดย สเตฟานี เวห์เนอร์ เลือกวิธีที่ต่างไป โดยอาศัยการพัวพันเชิงควอนตัม ที่ข้อมูลจากอนุภาคสองตัวสื่อถึงกัน โดยไม่ผ่านตัวกลางในการถ่ายโอนข้อมูล ทำให้โอกาสที่จะถูกแฮ็คข้อมูลหรือดักฟังแทบเป็นศูนย์

(อ่านเพิ่มเติมใน คุยเรื่องเทคโนโลยีควอนตัม กับ ดร.ธิปรัชต์ โชติบุตร)

ปัจจุบัน ทีมของ เวห์เนอร์ กำลังสร้างเครือข่ายควอนตัม ระหว่างเมืองเดลฟ์กับกรุงเฮก ซึ่งตั้งห่างกันราว 12 กิโลเมตร ให้เสร็จทันกำหนดภายในปีนี้

ส่วนอุปกรณ์ทวนสัญญาณอินเตอร์เน็ตสำหรับเครือข่ายควอนตัมตัวต้นแบบน่าจะพร้อมใช้งานในอีก 5 ปีข้างหน้า และสามารถใช้งานได้ทั่วโลกภายในสิ้นทศวรรษนี้

#2
ยารักษาเฉพาะโรค เฉพาะบุคคล

เลือกโดย: อันโตนิโอ เรกาลาโด บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายชีวการแพทย์ MIT TR
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: เริ่มใช้ในการรักษาแล้ว
ทำไมถึงสำคัญ: สามารถรักษาอาการป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้

อาการป่วยที่เกิดจากความผิดปกติของ DNA ไม่ใช่เคสที่จะเกิดขึ้นบ่อย หลายครั้งผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร

แต่ปัจจุบัน ก็มีความพยายามจากทีมนักวิจัยในการรักษาโดยเน้นไปที่การปรับสภาพยีนของผู้ป่วยคนนั้น เหมือนกรณีของ มิลา มาโคเวช ที่ปรากฎในวารสาร New England Journal of Medicine ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

แม้ตัวยาที่พัฒนาขึ้นจะไม่ได้ช่วยรักษา มิลา ให้หายขาด แต่ก็ช่วยให้อาการของเธอทรงตัว จนเริ่มยืนและเดินโดยใช้เครื่องช่วยได้แล้ว

กรณีของ มิลา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าในอนาคต เราอาจรักษาโรคต่างๆได้ด้วยแนวทางใหม่ๆ อย่างการดัดแปลงหรือเปลี่ยนยีนซึ่งเป็นปัญหา คล้ายกับการแก้ไขโปรแกรมที่ผิดพลาดในซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

แต่ความท้าทายของการรักษาเคสแบบ n-of-1 (มีผู้ป่วยที่มีอาการแบบนี้เพียงรายเดียว) คือขัดต่อแนวทางของอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ ที่ต้องการพัฒนายาให้มีราคาถูกที่สุดสำหรับคนหมู่มาก

และยังมีคำถามที่ว่าจะมีใครบ้างที่พอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ได้ รวมถึงต้องใช้เวลากับทีมนักวิจัยจำนวนเท่าไหร่ เพื่อรักษาผู้ป่วยเพียงหนึ่งคน?

#3
สงครามเงินดิจิทัล

เลือกโดย: ไมค์ ออร์คัทท์ ผู้ช่วยบรรณาธิการฝ่ายบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี MIT TR
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: ภายในปีนี้
ทำไมถึงสำคัญ: เมื่อโลกเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว เงินดิจิทัลที่มาทดแทนเหรียญและธนบัตรอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเงินแบบใหม่ของโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นๆด้วย

กลางปีที่แล้ว Facebook และพันธมิตร สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง Libra แต่กลับถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจากหน่วยงานรัฐ จนไม่แน่ว่าสุดท้ายเราจะได้ใช้งานสกุลเงินตัวนี้หรือไม่

(อ่านเพิ่มเติม สกุลเงินดิจิทัล Libra โดนถล่มยับหลังเปิดตัว)

แต่ผลที่ตามมาคือประเด็นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศจีน ตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้น

ผู้มีอำนาจในรัฐบาลจีนมองว่า การที่ Libra ซึ่งเป็น stable coin ที่ต้องผูกกับสินทรัพย์อ้างอิง มีแต่จะยิ่งทำให้สหรัฐฯมีอำนาจมากขึ้นในระบบการเงินของโลกในยุคดิจิทัล ไม่่ต่างอะไรกับที่สกุลเงินดอลลาร์เป็นหลักในการแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน

การผลักดันให้สกุลเงินดิจิทัลของตัวเองเกิดขึ้น โดยรัฐบาลจีน ซึ่งมีเป้าหมายที่การนำมาใช้แทนเงินเหรียญและธนบัตร คือก้าวแรกของการเปิดสงครามอีกด้านระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยมีสถานะผู้นำด้านการเงินและเศรษฐกิจของโลกเป็นเดิมพัน

#4
ยาต้านชรา

เลือกโดย: อดัม พิโอเร ผู้สื่อข่าวอิสระจากนิวยอร์ค
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: ภายใน 5 ปี
ทำไมถึงสำคัญ: ถ้าสามารถควบคุมการเสื่อมของเซลล์ร่างกายได้ เท่ากับเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคอย่าง มะเร็ง หัวใจ สมองเสื่อมได้

ประเด็นเรื่องยาอายุวัฒนะนั้นเป็นที่พูดถึงกันมาตั้งแต่ยุคที่มนุษย์เริ่มมีอารยธรรมแล้ว และยิ่งจริงจังมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีด้านนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีเงินทุนมหาศาลในปัจจุบัน

Senolytics คือตัวยาดังกล่าว ซึ่งแม้จะยังไม่ช่วยให้คุณอายุยืนขึ้น แต่มันสามารถชะลอการเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกายได้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มนำมาทดลองในมนุษย์แล้ว โดย Unity Biotechnology ในซานฟรานซิสโก ซึ่งน่าจะมีการเปิดเผยผลการทดลองได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

#5
ค้นสูตรยาด้วยปัญญาประดิษฐ์

เลือกโดย: เดวิด รอตแมน บรรณาธิการ MIT TR
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ : ภายใน 3-5 ปี
ทำไมถึงสำคัญ: ค่าใช้จ่ายในการคิดค้นยาตัวใหม่และพัฒนาจนผลิตสู่ท้องตลาดได้ เฉลี่ยสูงถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ หนึ่งในเหตุผลหลักคือการค้นหาสูตรโมเลกุลที่ถูกต้อง

การคิดค้นยาตัวใหม่แต่ละครั้ง นอกจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานของนักเคมี ยังมีเรื่องของจินตนาการและสัญชาตญาณเข้าเกี่ยวข้องด้วย

เพราะจากปริมาณมหาศาลของโมเลกุลนั้น แทบจะใช้คำว่ามีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดเลยด้วยซ้ำ ในการคิดค้นตัวยาใหม่ๆขึ้น

การนำเทคนิคพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ อย่าง deep learning หรือ generative models (ลักษณะเดียวกับ AlphaGO) มาช่วย เพื่อคัดกรองหาสูตรโมเลกุลที่มีความเป็นไปได้ในการรักษาโรค คือแนวทางล่าสุดที่จะช่วยให้การคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง

แนวทางนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับหนึ่งจากการทำงานร่วมกันของ Insilico Medicine จากฮ่องกง และมหาวิทยาลัยโตรอนโต ด้วยการให้ AI ช่วยคัดกรองรูปแบบโมเลกุลจากจำนวน 30,000 แบบจนเหลือ 6 แบบ และนำมาผสมผสานและทดลอง หนึ่งในนั้นพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจในการทดลองกับสัตว์

#6
ยุคทองของดาวเทียม

เลือกโดย: นีล วี. พาเทล ผู้สื่อข่าวสายอวกาศของ MIT TR
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: เกิดขึ้นแล้ว
ทำไมถึงสำคัญ: ระบบนี้อาจทำให้ทั่วโลกมีไฮสปีดอินเตอร์เน็ตใช้ หรืออาจทำให้ชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยขยะอวกาศก็ได้

การใช้ดาวเทียมเป็นตัวเชื่อมโยงสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันเอื้อให้ดาวเทียมมีน้ำหนักเบากว่าเดิม แต่ราคาถูกลง เมื่อเทียบกับยุคกระสวยอวกาศ

ยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการส่งดาวเทียมโดยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX เฉลี่ยที่ 1,240 ดอลลาร์ (4 หมื่นบาท) ต่อน้ำหนัก 1 ปอนด์ หรือแค่ราว 5% ของค่าใช้จ่ายในยุค 1980

ยังมีเรื่องน้ำหนักและขนาดที่แตกต่างกันด้วย เพราะดาวเทียม Starlink ของ SpaceX นั้น มีน้ำหนักแค่ 227 กิโลกรัม เทียบกับดาวเทียมสื่อสารขนาดเล็กในยุคก่อน ที่ต้องมีน้ำหนักอย่างน้อย 4 ตัน

ไม่แปลกที่มีการประเมินว่าในทศวรรรษนี้ เฉพาะ SpaceX รายเดียวจะยิงดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร มากกว่าทุกองค์กรบนโลกเคยทำตั้งแต่ยุคสปุตนิค ถึง 4.5 เท่า ซึ่งในความเป็นจริง ยังมีบริษัทอื่นๆที่มีแผนเดียวกันด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับคนทั้งโลก

ปัญหาคือนักวิจัยหลายรายกังวลว่าจำนวนดาวเทียมในวงโคจรที่มากเกินไป จะรบกวนงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ รวมถึงกลายเป็นขยะอวกาศที่รบกวนการเดินทางสู่อวกาศในอนาคตก็ได้ หลังเกิดเหตุการณ์ที่ดาวเทียม Starlink เกือบชนกับดาวเทียมเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ESA เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

#7
ควอนตัมคอมพิวเตอร์

เลือกโดย: กิเดียน ลิคฟิลด์ บรรณาธิการบริหาร MIT Technology Review
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: ใน 5 ถึง 10 ปีนับจากนี้
ทำไมถึงสำคัญ: ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะแก้ปัญหาหลายๆเรื่อง ที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้

ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว Google ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ ว่าบรรลุถึงระดับ Quantum Supremacy หรือมีความเร็วเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

โดยสามารถประมวลผลข้อมูลที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ต้องใช้เวลาถึง 1 หมื่นปี สำเร็จในเวลาเพียง 200 วินาทีเท่านั้น

แม้ประเด็นนี้จะเป็นที่ถกเถียงกัน หลังถูกท้วงติงจาก IBM ว่าคำกล่าวอ้างของ Google นั้นเกินจริงไปมาก

แต่ในอีกแง่มุม ผลงานของ Google คือเครื่องพิสูจน์ว่าเรากำลังมาถูกทางแล้วในการพัฒนา ขั้นต่อไปคือการแข่งขันกัน เพื่อสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่มี qubit มากพอสำหรับไขปริศนาต่างๆบนโลกที่ยังไม่กระจ่าง ซึ่งคงไม่ได้มีเพียงแค่ Google หรือ IBM แน่นอน

#8
AI บนฝ่ามือคุณ

เลือกโดย: แคเรน เฮา ผู้สื่อข่าวสายปัญญาประดิษฐ์ของ MIT TR
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: เกิดขึ้นแล้ว
ทำไมถึงสำคัญ: AI ในอุปกรณ์ของเรา ไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลกลับไปยังคลาวด์ ทำให้ตอบสนองได้เร็วขึ้น ช่วยประหยัดพลังงาน และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ดีกว่า

ทุกคนรู้ว่านี่คือยุคทองของ AI อย่างที่ เจฟฟ์ เบโซส ว่าไว้ แต่การสร้าง AI ที่ฉลาดและทำงานได้มีประสิทธิภาพ ก็ต้องใช้ข้อมูลมหาศาล และพึ่งพาการรับส่งข้อมูลบนคลาวด์เซอร์วิส ที่ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองพลังงาน และกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการตอบสนอง และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

แต่ชิปเซตสำหรับ AI เจเนอเรชั่นใหม่นั้น ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยความสามารถที่ทัดเทียมกัน แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาข้อมูลบนคลาวด์อีกต่อไป

เหมือนที่ Google Assistant หรือระบบจดจำเสียงของ Siri สามารถรันบนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลกลับมายังเซิร์ฟเวอร์

และในอนาคต เราน่าจะได้เห็น AI ที่จิ๋วแต่แจ๋วนี้บนดีไวซ์ในมือมากขึ้น เช่นอาจเป็นระบบวิเคราะห์อาการป่วยจากภาพถ่าย หรือรถไร้คนขับที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น

แต่ปัญหาที่หลายคนวิตกคือการที่ AI เหล่านี้รันได้อย่างอิสระ ทำให้การตรวจสอบกรณีนำไปใช้แบบผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเทคนิคหรือเชิงนโยบาย เป็นไปได้ยาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาร่วมกัน ก่อนปล่อยให้มีการใช้งานอย่างอิสระ

#9
ปกป้องข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ด้วย Differential privacy

เลือกโดย: แอนเจลา เฉิน บรรณาธิการอาุวุโส MIT Technology Review
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: สำมะโนสหรัฐฯ ค.ศ. 2020 คือการใช้วิธีนี้กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี
ทำไมถึงสำคัญ: งานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการรักษาข้อมูลส่วนตัวของประชากรสหรัฐฯ เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆด้วยช่องโหว่เล็กๆน้อยๆของกฎหมาย เทคนิคนี้อาจช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งจะเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นๆในอนาคต

Differential Privacy คือเทคนิคการศึกษาสถิติและวิจัยข้อมูล เพื่อค้นหาแพทเทิร์นการใช้งานของกลุ่มยูสเซอร์ โดยไม่กระทบข้อมูลความเป็นส่วนตัวของยูสเซอร์ทั่วไป

ด้วยวิธีการบิดข้อมูลบางส่วน (noise injection) ของยูสเซอร์บางราย เช่น อายุ เชื้อชาติ โดยไม่ให้กระทบกับข้อมูลภาพรวมของกลุ่ม ซึ่งเป็นวิธีที่ Apple และ Facebook ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ในปีนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐฯ ก็จะนำเทคนิคนี้มาใช้อีกครั้งในการสำรวจสำมะโนสหรัฐฯ ค.ศ. 2020 เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของฐานข้อมูลประชากร 330 ล้านคน โดยต้องพยายามหาสมดุล ไม่ให้ข้อมูลผิดเพี้ยนจนเกินไป เหมือนที่เคยเกิดกับสำมะโนสหรัฐฯ ปี 2010 ว่าบ้านบางหลังมีคนอาศัยมากถึง 90 คน และไม่ให้ใกล้เคียงความจริงเกินไปจนผู้นำไปใช้ สามารถระบุตัวตนของคนในข้อมูลได้

หากวิธีนี้ได้ผล สำนักงานสถิติฯของชาติอื่นๆ เช่น แคนาดา หรือสหราชอาณาจักร ก็พร้อมจะนำไปประยุกต์ใช้ต่อไปในอนาคต

#10
การเตือนผลของภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อน

เลือกโดย: เจมส์ เทมเพิล บรรณาธิการอาวุโสด้านพลังงาน MIT Technology Review
จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่: เกิดขึ้นแล้ว
ทำไมถึงสำคัญ: ระบุได้ชัดเจนว่าผลของภาวะโลกร้อนทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นรุนแรงขนาดไหน และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ทีมวิจัย World Weather Attribution ฟันธงว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในฮุสตัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีสาเหตุหลักจากพายุโซนร้อนอีเมลดา

เหตุผลที่ WWA มั่นใจในเรื่องนี้ ถึงขนาดประกาศคำแถลงนี้ หลังจากเหตุดังกล่าวเพียง 10 วัน

คือข้อมูลจากการจำลองเหตุการณ์ในคอมพิวเตอร์ และพบว่าความรุนแรงของพายุโซนร้อนอีเมลดาที่เกิดขึ้นจริง รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นถึง 2.6 เท่า และเข้มข้นกว่าถึง 28% ถ้าเทียบกับตอนที่ภาวะโลกร้อนยังไม่ิวิกฤตอย่างในปัจจุบัน

งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าภาวะโลกร้อนคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติในปัจจุบัน รุนแรงกว่า “ที่มันควรจะเป็น”

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ข้อมูลจากดาวเทียมที่มีการบันทึกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อให้เห็นภาพรวมระบบของธรรมชาติที่ชัดเจนกว่าเดิม รวมถึงการประมวลผลที่ทรงพลังของคอมพิวเตอร์ จนสามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ใกล้เคียงความจริง

การเข้าใจว่าภาวะโลกร้อน มีบทบาทมากแค่ไหนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกเรา จะช่วยให้การเตรียมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต มีความพร้อมมากขึ้น รวมถึงเป็นข้อมูลสำหรับอธิบายคนทั้งโลก ว่าต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไร เพื่อฟื้นฟูโลกใบนี้ให้ดีขึ้น ก่อนจะสายเกินไป

เรียบเรียงจาก
10 Breakthrough Technologies 2020

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า