บลูมเบิร์ก เผยอัตราการยื่นฟ้องหย่าระหว่างคู่สามีภรรยาชาวจีนในเดือนมีนาคม เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลจากความเครียด ระหว่างคำสั่ง ล็อคดาวน์ ของรัฐบาลจีนในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก

รายงานจากสื่อท้องถิ่นหลายราย ระบุว่านับแต่สถานการณ์ไวรัสโควิดในจีนเริ่มคลี่คลาย เมื่อต้นเดือนมีนาคม ปริมาณคู่สามีภรรยาที่เดินทางไปยื่นเรื่องขอหย่า ณ ที่ทำการของรัฐ ในแต่ละวัน มีมากจนเจ้าหน้าที่ให้บริการได้ไม่ทัน

ยิ่งใกล้ ยิ่งเกลียด

ยี่ เสี่ยวหยาน ผู้อำนวยการเขตรายหนึ่ง ระบุว่าสาเหตุที่นำไปสู่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยาจำนวนมาก หลังการล็อคดาวน์ มาจากความตึงเครียดในหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการต้องเก็บตัว

ทั้งรายได้ที่ลดลง การใช้เวลาอยู่หน้าจอที่มากเกินไปของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงการไม่ช่วยเหลือกัน ในเรื่องอื่นๆ เช่น การทำงานบ้าน และการเลี้ยงลูก

ขณะที่ สตีฟ ลี จากสำนักงานทนายความ Gentle & Trust Law ในเซี่ยงไฮ้ เสริมว่าตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เคสการฟ้องหย่าที่เขาได้รับนั้น เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 25%

ลี อธิบายว่าการระบาดของโควิด นอกจากจะทำให้หลายๆคู่ ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของตัวเองที่บ้าน ในช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันตลอดเวลา นานถึงสองเดือน

“มันกลายเป็นว่ายิ่งใช้เวลาร่วมกันมากเท่าไหร่ ต่างฝ่ายก็ยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะจริงๆแล้ว ธรรมชาติมนุษย์ทุกคนต้องการพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ไม่ใช่แค่คู่สามีภรรยาเท่านั้น ความสัมพันธ์แบบอื่นๆก็ด้วย”

ยังมีรายงานสนับสนุนในเรื่องนี้จาก Sixth Tone สื่อออนไลน์ในเซี่ยงไฮ้ ถึงปริมาณคดีทำร้ายร่างกายระหว่างคู่สามีภรรยา ในช่วงที่มีการล็อคดาวน์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ว่ามีมากถึง 162 คดี หรือสามเท่าของช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว

อัตราหย่าร้างสูง อัตราเกิดต่ำ

อัตราการหย่าที่พุ่งสูงขึ้นผิดปกติในเดือนมีนาคม อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่านิยมในจีนที่เปลี่ยนไปด้วย

จากการเก็บสถิติโดยกระทรวงกิจการพลเรือนของจีน พบว่านับแต่กฎหมายที่ระบุว่าการหย่าร้างจะต้องได้รับอนุญาตจากนายจ้างและผู้นำชุมชนก่อน ถูกยกเลิกไปในปี 2003 สถิติการหย่าร้างในประเทศก็ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 1.3 ล้านคู่ในปีดังกล่าว เป็น 4.5 ล้านคู่ ในปี 2018 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดจนถึงปัจจุบัน

ตัวเลขดังกล่าวยังกระทบต่ออัตราการเกิดที่ลดลงจนเป็นสถิติต่ำสุด นับแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 1949 ด้วย แม้นโยบายลูกคนเดียวจะถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2015 รวมถึงการพยายามกระตุ้น และสร้างแรงจูงใจรูปแบบต่างๆให้หญิงสาวในประเทศแต่งงานและมีลูกก็ตาม

AHEAD TAKEAWAY

เฝิง หยวน ผู้ร่วมก่อตั้ง Equality องค์กรพัฒนาเอกชนในปักกิ่ง ซึ่งทำงานด้านช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว และความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ ให้ความเห็นว่าการล็อคดาวน์ อาจไม่ใช่สาเหตุหลักของการทะเลาะเบาะแว้งที่นำไปสู่การหย่าร้าง

แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ปัญหาที่ถูกซุกไว้ ก่อตัวใหญ่ขึ้น และเร็วขึ้น รวมถึงรุนแรงขึ้นด้วย

เพราะไม่ใช่แค่ทำให้คู่สามีภรรยาที่มีปัญหากันอยู่แล้ว ต้องเจอหน้ากันทุกวันเท่านั้น การล็อคดาวน์ยังทำให้ต่างฝ่ายไม่สามารถไปขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือจากภายนอกได้อีกด้วย

นอกจากปัญหาการหย่าร้างแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้ คือความเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างการล็อคดาวน์ ทั้งในทางจิตวิทยา และเศรษฐกิจ อาจส่งผลลากยาวต่อเนื่องนานหลายเดือนหรืออาจเป็นปีด้วยซ้ำ

เห็นได้จากผลการศึกษาของประชากรบางส่วนในฮ่องกง ที่เคยผ่านการระบาดของโรคซาร์ส ในช่วงปี 2002-2003 มานั้น หลายคนยังมีปัญหาเครียดรวมถึงโรคซึมเศร้าตกค้างต่อเนื่องอีกนานหลายปี

ขณะที่อัตราการหย่าร้างในปี 2004 ก็สูงกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุในปี 2002 ถึง 21% เลยทีเดียว

แต่ในบางแง่ การ ล็อคดาวน์ ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นปัญหาเสมอไป เหมือนกรณีของ เรเชล สมิธ ศิลปินชาวแคนาดา ที่ยอมรับว่าการไม่สามารถออกไปไหนได้ ทำให้เธอกับสามีที่ไม่ค่อยมีโอกาสพูดคุยกันเท่าไหร่ เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่การงานของตัวเอง ได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง

เรียบเรียงจาก

China’s Divorce Spike is a Warning to Rest of Locked-Down World

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า