แบงค์ ออฟ อเมริกา (BOA) เตือนผลกระทบจากโควิด-19 อาจก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้มีคน ตกงาน มากถึง 20 ล้านคน

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงาน ในรอบสัปดาห์ก่อนหน้า มีจำนวนกว่า 6.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของโควิด-19

ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ BOA นำโดย มิเชล เมเยอร์ ประเมินว่านี่จะเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด หรือสูงกว่าช่วงหลังสงครามโลกเกือบห้าเท่าเลยทีเดียว

ทีมของ เมเยอร์ ระบุว่า GDP ของสหรัฐฯ จะถดถอยต่อเนื่องไปตลอดสามไตรมาสข้างหน้า คิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงถึง 10.4%

ผลกระทบที่ตามมาคืออัตราการว่างงานในสหรัฐฯ จะพุ่งไปอยู่ที่ 15.6% เท่ากับจะมีคน ตกงาน จำนวนถึง 20 ล้านคน

ในรายงานฉบับเดียวกัน เมเยอร์และทีมงานเชื่อว่า เศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆในไตรมาสที่สาม ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่การลงทุนในด้านต่างๆ ยังไม่น่าจะกระเตื้องขึ้น นอกจากนี้ สินค้าคงคลังต่างๆ ก็จะมีจำนวนลดลง เพราะข้อจำกัดในการผลิตและซัพพลายเชนที่ประสบปัญหา

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ร่วมผลักดันเครื่องมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในเวลานี้

แต่ เมเยอร์ ยังเชื่อว่าจะต้องมีนโยบายเสริม รวมถึงชุดเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติม เช่นการปรับลดภาษีเงินเดือน หรือการลงทุนเพิ่มเติมกับโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ

AHEAD TAKEAWAY

ไอรา ไวสส์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก มองว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ มีความต่างจากวิกฤตครั้งก่อนๆ คือกว่าที่ทุกคนจะเริ่มตระหนักถึงมัน ก็เข้าสู่ภาวะท่ย่ำแย่ไปมากแล้ว

อดัม มาร์คัส จากกองทุน Providence Strategic Growth เสริมว่าเมื่อเทียบกับวิกฤตซับไพรม์ เมื่อปี 2008 นั้น ยิ่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะเศรษฐกิจถดถอยในปีนั้น เกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่ผู้คนยังใช้ชีวิตตามปกติ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก

ขณะที่ วิล ซู จาก Mucker Capital ก็มองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะส่งผลยาวนานกว่าวิกฤตซับไพรม์ ที่เศรษฐกิจชะลอตัวนานนับปี โดยอาจกินเวลานานถึง 24 เดือนด้วยกัน

ในแง่บวก ก็คือทุกวิกฤตเศรษฐกิจ จะมีธุรกิจใหม่ๆ ที่เอาตัวรอดจากช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ จนประสบความสำเร็จได้เสมอ เหมือน Amazon ที่เกือบเอาตัวไม่รอดในช่วงฟองสบู่ไอทีแตก

หรือที่ใกล้เคียงในยุคนี้มากขึ้น คือบรรดาสตาร์ทอัพที่กำลังเบ่งบานในปัจจุบัน อาทิ Whatsapp, Instagram, Slack, Pinterest หรือ Uber ต่างก็มีจุดเริ่มต้นในช่วงวิกฤตซับไพรม์ทั้งนั้น

ขณะเดียวกัน นี่ก็อาจเป็นโอกาสที่นำไปสู่การปรับมุมมองการลงทุน และการทำธุรกิจใหม่ๆก็ได้ เช่น การแพทย์และการบริการสุขภาพที่น่าจะเป็นที่สนใจมากขึ้น หรือธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะต้องสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้คนกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม ถึงแนวโน้มในอนาคตที่จะเกิด จากวิกฤตโควิด-19 ได้ที่นี่

จับตา 10 เทรนด์ผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนหลังวิกฤตโควิด-19

4 อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

เผยอัตราหย่าร้างในจีนพุ่งสูง หลังจบช่วงล็อคดาวน์หนีโควิด

เรียบเรียงจาก
‘The deepest recession on record’: Bank of America slashes forecasts, now sees up to 20 million jobs lost, 15.6% unemployment, and a shrinking economy for 3 straight quarters

Guidance For Startups/VCs From VCs Around The Globe During COVID-19

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า