5 กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ ในช่วงล็อคดาวน์

ในทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนสายมาร์เก็ตติ้งว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เพราะในเวลาสั้นๆแค่ 2-3 สัปดาห์ หลายธุรกิจต้องถูกแช่แข็ง คนทั่วไปต้องเพลย์เซฟกับชีวิตตัวเอง และครอบครัว รวมถึงเงินในกระเป๋า จากภัยที่มองไม่เห็นในช่วง ล็อคดาวน์

แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะจับทางได้คือการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรม

อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจเดลิเวอรี่ ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว ยิ่งเฟื่องฟูมากขึ้น แต่หลายครอบครัวก็กลับมาทำอาหารทานเองอีกครั้ง เพราะมีเวลาอยู่กับบ้านมากกว่าเดิม

ความบันเทิงสารพัดถูกโยกมารวมไว้บนโลกออนไลน์ ทั้งแอปพลิเคชั่น เกม ซีรีส์และภาพยนตร์ รวมถึงชาลเลนจ์บนโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในด้านการทำงาน หลายคนเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ เพื่อการทำงานจากบ้าน หรือเรียนในรูปแบบออนไลน์

แม้แต่การชำระเงิน อีเพย์เมนท์ที่เคยถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่ม ก็กลายเป็นอีกเทคโนโลยีที่ถูกใช้มากขึ้น เพื่อลดการสัมผัสและโอกาสติดเชื้อ ทั้งจากบุคคลด้วยกันเองหรือธนบัตรและเหรียญต่างๆ

เมื่อเห็นภาพคร่าวๆถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคมากขนาดนี้แล้ว กลยุทธ์หรือแนวคิดในการทำการตลาด ก็ควรจะต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

#1
ตรงไปตรงมา และเข้าถึงความรู้สึกผู้บริโภค

นี่คือช่วงเวลาที่คนจำนวนมากรู้สึกอ่อนไหว และต้องการความเข้าใจมากกว่าเดิม นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมสถาบันการเงินหลายๆแห่งถึงออกมาตรการต่างๆเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ เพราะรู้ว่านี่คือสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่กำลังลำบาก

หรือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องมือสนับสนุนการทำงานจากบ้าน ที่เสนอให้ทดลองใช้งานโดยไม่เสียค่าบริการ

ตรงกันข้าม หลายแบรนด์ที่ใช้โอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกคาดโทษหรือตีจากโดยผู้บริโภคได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม ถึงคราวแบรนด์หรู รวมพลังสู้โควิด-19

#2
สื่อสารให้กระชับ ตรงประเด็น

ในสถานการณ์ที่ข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งสำคัญ นักการตลาดจะต้องหาวิธีในการสื่อสารเพื่อให้ได้ผลรวดเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเดินหน้าด้วยตัวเองหรือผ่านเอเจนซี่

ยิ่งในสถานการณ์ที่คนทำงานต้องปลีกตัวจากสังคม และทำงานจากบ้านเป็นหลัก แคมเปญที่ใช้อาจต้องลดความสำคัญของโปรดักชั่นลง แต่เน้นเรื่องไอเดียมากขึ้น

หนึ่งในการปรับตัวอย่างรวดเร็วคือ Nike กับแคมเปญสนับสนุนการทำ #socialdistancing ด้วยข้อความอย่าง “Play inside, play for the world.”

หรือแบรนด์อื่นๆอย่าง McDonald’s, Audi หรือ Coca-Cola ที่พร้อมใจปรับโลโก้ระดับคลาสสิคของตัวเองใหม่หมด ด้วยการเว้นช่องไฟให้ห่างขึ้น เพื่อตอกย้ำให้ทุกคนเว้นระยะห่างกันในช่วงนี้

ส่วน Chiquita แบรนด์ยักษ์ใหญ่ด้านกล้วยหอม ก็มาพร้อมลูกเล่นง่ายๆ แต่ได้ใจความอย่างการถอดตัวมาสคอต Miss Chiquita ออกจากโลโก้ พร้อมข้อความบน Instagram ว่า “ตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านแล้ว พวกคุณก็ต้องทำแบบเดียวกันเพื่อความปลอดภัยนะ”

ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ต้องระวังการใช้สื่อโฆษณาต่างๆ อย่างเหมาะสมจนไม่รบกวนการติดตามข่าวสารต่างๆ ซึ่งเป็นโฟกัสหลักของผู้คนในปัจจุบัน เพราะอาจย้อนกลับมาส่งผลเชิงลบกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็ได้

#3
สร้างความประทับใจแบบ “Feel good”

ผู้คนจะจดจำภาพของแบรนด์ได้แม่นยำในช่วงวิกฤตแบบนี้ การบริจาคเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานทางการแพทย์ หรือการประกาศจ่ายค่าแรงพนักงานตามปกติ จึงเป็นผลดีในระยะยาวกับบริษัทมากกว่าการเลิกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย

การให้ใช้บริการฟรี ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้ผลในเชิงบวก มากกว่าแค่คิดจะทำกำไร เหมือนที่ Adobe เปิดให้โรงเรียนในระดับประถมและมัธยมในสหรัฐฯ ใช้งาน Creative Cloud ได้ฟรี เพื่อสนับสนุนการเรียนออนไลน์

หรือ Ford ที่จับมือกับ GE และ 3 M เพื่อปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตใหม่จากรถยนต์เป็นเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับการที่แบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์่ต่างๆ เปลี่ยนไปผลิตแอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อ และเจลสำหรับล้างมือแทนเป็นการชั่วคราว

สิ่งสำคัญคือแบรนด์จะต้องแสดงออกในเรื่องนี้อย่างจริงใจ ไม่ให้ผู้บริโภครู้สึกว่านี่เป็นเพียงแค่การสร้างภาพเพื่อหวังผลกำไร ซึ่งจะส่งผลในเชิงลบต่อความรู้สึกมากกว่า

#4
เกาะติดสถานการณ์ และวางแผนรับมือ

นักการตลาดต้องพยายามอัพเดทเทรนด์การบริโภคอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการสื่อสารระหว่างผู้คนบนแต่ละแพลตฟอร์มต่างกันอย่างไร เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ เพื่อใช้กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค

ข้อมูลเหล่านี้ยังต้องถูกนำเสนอให้ผู้บริหารพิจารณา สำหรับการเลือกวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการคาดเดาสถานการณ์รูปแบบต่างๆล่วงหน้า ร่วมกับการเงินและฝ่ายปฏิบัติการ จนกว่าวิกฤตครั้งนี้จะผ่านไป

อ่านเพิ่มเติม 4 อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

#5
ปรับวิธีและแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทส่วนใหญ่ต้องปรับตัวใหม่เป็นการทำงานจากระยะไกลแทน โดยอาศัยเทคโนโลยีอย่างโปรแกรมแชท แอปพลิเคชั่นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การแชร์ไฟล์ผ่านคลาวด์เซอร์วิส ฯลฯ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไปได้

หรือแม้แต่การขายงานก็อาจต้องปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบอื่นๆ แทนการเข้าไปคุยกับลูกค้าโดยตรง ซึ่งอาจต้องเป็นแบบนี้ไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนด้วยกัน และอาจมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ก็ได้

อ่านเพิ่มเติม จับตา 10 เทรนด์ผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนหลังวิกฤตโควิด-19

AHEAD TAKEAWAY

โควิด-19 น่าจะเป็นวิกฤตในรูปแบบที่คนส่วนใหญ่บนโลกไม่คุ้นเคยมากนัก เมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนทั้งโลก

การ ล็อคดาวน์ ณ ปัจจุบัน คือช่วงเวลาที่เราต้องหาข้อมูล ทำความเข้าใจ และพยายามปรับตัวกับไวรัสตัวนี้

ขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามมองไปข้างหน้า สำหรับความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับมันด้วย ไม่ใช่แค่ในเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ในฐานะที่โควิดจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้วิถีชีวิตแบบดิจิทัลที่เคยคาดการณ์กันไว้ เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม

ในมุมของแบรนด์ต่างๆนั้น มี 3 เรื่องหลักๆ ที่ต้องเริ่มลงมือตั้งแต่ตอนนี้คือ

  • หาและทำความเข้าใจว่าโควิดส่งผลกระทบต่อธุรกิจของแบรนด์อย่างไร รวมถึงคาดการณ์ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
  • ปรับรูปแบบการทำงานในองค์กร รวมถึงการติดต่อกับลูกค้าให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าการทำงานระยะไกล จะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตเรา
  • พยายามคิดจากมุมมองของลูกค้า เพื่อลดความเสี่ยงใดๆที่จะส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้บริโภค

เรียบเรียงจาก

Brand Marketing Through the Coronavirus Crisis

5 Famous Brands Change Their Logos To Show The Importance Of Social Distancing

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
26
Shares
Previous Article
หัวเว่ย

หัวเว่ย เผยผลประกอบการปี 62 ยังแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าแก่สังคมยิ่งขึ้น

Next Article

บำรุงราษฎร์ เผยแผนปฏิบัติการในทุกมิติ พร้อมรับมือ โควิด-19

Related Posts