พฤติกรรมการใช้จ่าย

โควิด ทำพฤติกรรมการใช้จ่ายคนอเมริกันเปลี่ยน อุปโภคบริโภคพุ่ง ท่องเที่ยวดิ่ง

Earnest Research ผู้ให้บริการด้านดาต้าอนาไลติกส์ เผยผลสำรวจ พฤติกรรมการใช้จ่าย ของชาวอเมริกันราว 6 ล้านคน เฉพาะการใช้บัตรเดบิตและเครดิต ในช่วงล็อคดาวน์จาก โควิด พบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยยอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก สวนทางกับการท่องเที่ยว และร้านอาหาร

อุปโภคบริโภคยอดพุ่ง ท่องเที่ยว, ภัตตาคารดิ่ง

ธุรกิจประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะออนไลน์ โตขึ้นเกือบ 80% เพราะคนจำนวนมากไม่ต้องการออกไปซื้อของด้วยตัวเองนอกบ้าน

หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ส นำข้อมูลการสำรวจในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม มาวิเคราะห์ เพื่อหาแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พบว่ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านค้าออนไลน์ เช่น Walmart, FreshDirect และ Instacart ขยายตัวเพิ่มสูงสุด คือ 79% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

รองลงมาคือชุดประกอบอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น Blue Apron, HelloFresh, Home Chef ที่เพิ่มขึ้นราว 40% ตามด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 30% ซึ่งเป็นผลจากการที่ภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่เดือนมีนาคม

สายการบิน อุตสาหกรรมที่พัก และการล่องเรือ คือกลุ่มต้นๆที่สูญเสียรายได้เกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อปีก่อน และอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงหยุดบิน และไม่มีคนเดินทาง

กลับกัน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือการเดินทางและท่องเที่ยว ทั้งสายการบิน โรงแรม รถเช่า และธุรกิจ OTA ต่างๆ อาทิ Expedia, Airbnb, Priceline ฯลฯ ที่มีรายได้ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถึง 85%

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก คือร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ ตั้งแต่ระดับฟาสต์ฟู้ด ไปจนถึงไฟน์ไดนิ่ง เพราะไม่สามารถเปิดร้านเพื่อให้บริการได้ ซึ่งต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านๆมา แม้จะพอมีรายได้จากบริการเดลิเวอรี และเทคอะเวย์อยู่บ้างก็ตาม

ขณะที่ธุรกิจเดลิเวอรี อย่าง Uber Eats, DoorDash, Grubhub เป็นกลุ่มที่เติบโตมากสุดในอุตสาหกรรมนี้ คือเพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจเกม, สตรีมมิ่งรุ่ง โรงภาพยนตร์, อีเวนท์ฟุบ

อุตสาหกรรมบันเทิง มีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นขายประสบการณ์ (Experience Economy) เป็นหลัก เช่น โรงภาพยนตร์ สวนสนุก คอนเสิร์ต ฯลฯ

ตรงกันข้าม ความบันเทิงออนไลน์ประเภทต่างๆ เพื่อแก้เบื่อในช่วงต้องทำ Social Distancing คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์ในช่วงนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกม ที่เติบโตเกินกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ว่าจะเป็น Twitch ที่มียอดคนดูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ หรือ Nintendo ที่ผลิตเครื่องคอนโซล Switch ไม่ทัน จนราคาซื้อขายในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นสองหรือสามเท่าไปแล้ว ขณะที่บริการสตรีมมิ่ง ทั้งภาพยนตร์และดนตรีก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม 4 อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

เคราะห์ซ้ำของค้าปลีก

ค้าปลีกแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ธุรกิจที่แข็งแรงอยู่แล้วก่อนช่วงล็อคดาวน์ เมื่อไม่สามารถปรับตัวตามเทรนด์อีคอมเมิร์ซได้ทัน และสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ก็น่าจะยิ่งทำให้หลายรายอาการหนักขึ้นไปอีก หากไม่มีแผนกบริการส่งสินค้า หรือช่องทางออนไลน์รองรับ

การเดินทางหยุดชะงัก เมื่อคนทำงานจากบ้าน

การคมนาคม และธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวกับการเดินทาง คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อร้านค้าต่างๆหยุดให้บริการชั่วคราว ส่วนบริษัทฯก็เริ่มทยอยเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำงานจากบ้าน

เมื่อไม่มีคนออกจากบ้าน รถโดยสารอย่างแท็กซี่ ขนส่งสาธารณะ ทางด่วน หรือบริการจอดรถ ก็ได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เช่นเดียวกับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแทบจะรายวัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ก็ถดถอยลงเช่นกัน แม้จะไม่หนักเท่ากับกลุ่มแรกๆที่กล่าวถึงก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม การคมนาคมและเดินทาง จะเปลี่ยนไปแค่ไหนและอย่างไร ในโลกยุคหลังโควิด

สุขภาพไว้ทีหลัง

ก่อนหน้าที่โควิดจะระบาด เทรนด์การเปิดฟิตเนสแบบ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับคนทุกกลุ่มอาชีพกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อทุกอย่างหยุดชะงัก นี่จึงเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ด้วยจำนวนรายได้ที่ลดลงกว่า 60%

ขณะที่ร้านตัดผม ร้านเสริมสวยประเภทต่างๆ ก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันมากนัก

ที่น่าสนใจคือ ธุรกิจอย่างร้านขายยา ทันตแพทย์ โรงพยาบาล หรือแม้แต่ประกันสุขภาพ ก็อยู่ในช่วงถดถอยเช่นกัน เพราะคนจำนวนมากไม่ต้องการพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

อ่านเพิ่มเติม จับตา 10 เทรนด์ผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนหลังวิกฤตโควิด-19

AHEAD TAKEAWAY

ผลสำรวจ พฤติกรรมการใช้จ่าย นี้เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และครอบคลุมเฉพาะบัตรเดบิตและบัตรเครดิตเท่านั้น แต่ก็พอทำให้เป็นภาพคร่าวๆของสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงประเมินได้ว่าในอนาคตจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ เริ่มประเมินว่าความเสียหายจากการถดถอยทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ น่าจะรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากเกิดขึ้นอย่างรุนแรง รวดเร็ว และครอบคลุมไปทั่วโลก

เฉพาะในสหรัฐฯนั้น มีคนตกงานทั่วประเทศ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 16 ล้านคน และอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ลุค ทิลลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Wilmington Trust มองว่าปัจจัยหลักที่ยังมีส่วนประคับประคองให้เศรษฐกิจยังไม่แย่กว่าที่เป็นอยู่ คือการใช้จ่ายของผู้บริโภค และธุรกิจบริการประเภทต่างๆที่มารองรับ ซึ่งก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอีกหลายเดือนถัดจากนี้

เพราะหากบริษัทหรือห้างร้านต่างๆ เริ่มแบกรับรายจ่ายไม่ไหว และเริ่มหันมาลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดคนในองค์กร หรือต้องปิดกิจการลงจริงๆ ก็จะส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงการใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือนแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น ธุรกิจบริการต่างๆก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“ในกรณีนี้ ถ้าผู้บริโภคถูกบีบให้ต้องหยุดการใช้จ่ายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นวิกฤตเศรษฐกิจของจริงจะเกิดขึ้น” ทิลลีย์ อธิบาย

อ่านเพิ่มเติม 5 กลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ ในช่วงล็อคดาวน์

เรียบเรียงจาก

How the Virus Transformed the Way Americans Spend Their Money

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Total
1
Shares
Previous Article

บำรุงราษฎร์ เผยแผนปฏิบัติการในทุกมิติ พร้อมรับมือ โควิด-19

Next Article

SEAC จัด Virtual Strategic Discussion Series พาธุรกิจพ้นวิกฤตโควิด

Related Posts