งานวิจัยชื่อ Billionaire Bonanza 2020 เผยข้อมูลที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ว่าท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจทั่วโลก ทรัพย์สินโดยรวมของ มหาเศรษฐี ที่รวยที่สุดในสหรัฐฯ 170 คน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นราว 10% เฉพาะ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon รายเดียว เพิ่มขึ้นถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ (8 แสนล้านบาท)

รายงานจากเว็บไซต์ inequality.org สำรวจความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ระหว่าง 18 มีนาคม ถึง 10 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 15% พบว่ามูลค่ารวมของทรัพย์สินที่มหาเศรษฐีในประเทศถืออยู่ (ยึดจากชาร์ทของ Bloomberg) เพิ่มขึ้นถึง 282,000 ล้านดอลลาร์ (9 ล้านล้านบาท) หรือเกือบ 10% ของมูลค่าเดิม

ในจำนวนนี้ มี 8 รายที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้แก่

1) เจฟฟ์ เบโซส* (ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ Amazon)
เพิ่่มขึ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ (3 แสนล้านบาท)
*หมายเหตุ เพิ่มขึ้น 25,000 ล้านดอลลาร์ (8 แสนล้านบาท) ถ้านับจนถึงวันที่ 15 เมษายน

2) อีลอน มัสก์ (ซีอีโอ Tesla และ SpaceX)
เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านดอลลาร์ (1.5 แสนล้านบาท)

3) แม็คเคนซี เบโซส (อดีตภรรยา และผู้ร่วมก่อตั้ง Amazon)
เพิ่มขึ้น 3,500 ล้านดอลลาร์ (1.13 แสนล้านบาท)

4) เอริค หยวน (ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ Zoom)
เพิ่มขึ้น 2,580 ล้านดอลลาร์ (83,000 ล้านบาท)

5) สตีฟ บอลล์เมอร์ (เจ้าของทีมบาสเกตบอล L.A. Clippers และ อดีตซีอีโอ Microsoft)
เพิ่มขึ้น: 2,200 ล้านดอลลาร์ (71,000 ล้านบาท)

6) จอห์น อัลเบิร์ต โซบราโต (นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในซิลิคอน วัลลีย์)
เพิ่มขึ้น 2,070 ล้านดอลลาร์ (67,000 ล้านบาท)

7) โจชัว แฮร์ริส (Apollo Global Management)
เพิ่มขึ้น 1,720 ล้านดอลลาร์ (55,600 ล้านบาท)

8) รอคโค คอมมิสโซ (Mediacom)
เพิ่มขึ้น 1,090 ล้านดอลลาร์ (35,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีอีก 20 รายที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลักร้อยล้านดอลลาร์ และ 5 รายที่เพิ่มขึ้นหลักสิบล้านดอลลาร์

เมื่อวิกฤตเอื้อธุรกิจ

รายงานฉบับดังกล่าว ชี้ว่าแม้มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีหลายรายจะลดลง เมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ตกต่ำที่สุด เมื่อ 12 มีนาคม

แต่สุดท้าย คำสั่งล็อคดาวน์ให้กับคนทำ social distancing และทำงานจากบ้าน ก็ส่งผลเชิงบวกกับหลายๆธุรกิจแทน โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซของ Amazon, วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของ Zoom

แม้แต่ สตีฟ บอลล์เมอร์ ที่แม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีอำนาจบริหารใน Microsoft แล้ว แต่หุ้นของบริษัทที่เจ้าตัวถือไว้ก็ส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์มาก เพราะ Microsoft มีบริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 2 แพลตฟอร์ม คือ Skype และ Team โดยเฉพาะ Skype นั้นมีอัตราการใช้งานต่อวัน เติบโตถึง 70%

AHEAD TAKEAWAY

ชัค คอลลินส์ ผู้อำนวยการฝ่าย Inequality and the Common Good ของสถาบันนโยบายศึกษาแห่งสหรัฐฯ และผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ พยายามนำเสนอประเด็นในมุมที่ต่างจากสื่อธุรกิจหลักอย่าง Forbes หรือ Bloomberg ทำ

คอลลินส์ มองว่าความมั่งคั่งของบิลเลียนแนร์ เชื่อมโยงโดยตรงกับความไม่เท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการลดหย่อนภาษีต่างๆที่เอื้อให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

ด้วยตัวเลขที่น่าตกใจคือนับจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เมื่อเปรียบเทียบกับความมั่งคั่งของบิลเลียนแนร์เหล่านี้แล้ว ภาษีที่คนเหล่านี้จ่ายให้กับรัฐ มีมูลค่าลดลงถึง 79%

“ข่าวที่นำเสนอ มักเป็นเรื่องที่มหาเศรษฐีพวกนี้ เจียดทรัพย์สิน .0001% ให้คนอื่นๆที่กำลังอยู่ในวิกฤต แต่จริงๆ คนกลุ่มนี้มักจะหาช่องโหว่ของกฎหมายด้านภาษีเพื่อเอื้อประโยชน์ของตัวเองมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งที่เงินก้อนใหญ่ที่หายไปนี้ สามารถนำมาใช้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ดีกว่านี้ได้”

คอลลินส์ ยังชี้ว่าสื่อธุรกิจหลายๆราย แม้จะพยายามนำเสนอว่าการระบาดส่งผลกระทบต่อฐานะของมหาเศรษฐี จากราคาหุ้นที่ตกลงชั่วคราว

แต่ที่ คอลลินส์ และทีมงานมองเห็น คือผลกระทบเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆ และสุดท้าย มูลค่าทรัพย์สินของคนกลุ่มนี้ก็เติบโตกว่าช่วงก่อนจะได้รับผลกระทบด้วยซ้ำ

“จริงๆแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมากในเวลาแค่สามสัปดาห์ ข่าวที่ถูกนำเสนอคือ ดูสิ คนพวกนี้ก็เสียทรัพย์สินมหาศาลจากปีก่อน แต่สิ่งที่เราพบคือแค่สามสัปดาห์ คนพวกนี้กลับมั่งคั่งกว่าปีที่แล้ว และยังโตไปเรื่อยๆด้วยซ้ำ”

คอลลินส์ ยังยกวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ว่าขณะที่คนกลุ่มนี้ใช้เวลาไม่ถึง 30 เดือน ก็สามารถพาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤต และยังร่ำรวยขึ้นได้อีก

ปัจจุบัน ชนชั้นกลางจำนวนมากในสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้นเลย

หลายคนอาจทักท้วงว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้ ก็มีกองทุนการกุศลหรือมูลนิธิของตัวเองที่คอยช่วยเหลือผู้คนอยู่แล้ว

แต่ คอลลินส์ อธิบายว่ากองทุนเหล่านี้นำเงินบริจาคต่างๆ ซึ่งน่าจะมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า ออกมาใช้เพียงปีละ 5% เท่านั้น

และรัฐควรมีกลไกอื่นๆ เช่น Charity Stimulus ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เงินที่ มหาเศรษฐี เหล่านี้นำไป “พักไว้” ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากจริงๆ แทนที่จะเป็นแค่วิธีลดหย่อนภาษีของคนบางกลุ่ม

หรือต่อให้หลายรายบริจาคเป็นเงินมหาศาลจริงๆ คอลลินส์ ก็ยังมองว่ามันน่าจะดีกว่า ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายด้านภาษีเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปกปิดที่มาของรายได้ของคนเหล่านี้ รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่พัฒนาขึ้น เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม

อ่านเพิ่มเติม

10 อันดับเงินบริจาคสู้โควิด-19 จากมหาเศรษฐีระดับโลก

เรียบเรียงจาก
American billionaires have gotten $280 billion richer since the start of the COVID-19 pandemic

Billionaire Bonanza 2020

Wealth Windfalls, Tumbling Taxes, and Pandemic Profiteers

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า