อีลอน มัสก์ ย้ำอย่าเหมารวมตนกับนักลงทุนเพื่อเก็งกำไรทั้งหลาย ชี้ทรัพย์สินของตนเกิดจากการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีกว่าคู่แข่งในตลาด พร้อมเหน็บสิ่งที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และนักลงทุนทั้งหลายทำ เป็นเรื่องน่าเบื่อ

ระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ Joe Rogan Experience เมื่อสัปดาห์ก่อน โจ โรแกน ถาม มัสก์ ถึงการตัดสินใจขายบ้านและทรัพย์สินส่วนใหญ่ ว่าถึงจะเป็นการพยายามเลี่ยงภาพลักษณ์การใช้ชีวิตฟู่ฟ่าแบบมหาเศรษฐี แต่เงินจากการขายทรัพย์สินเหล่านั้น ก็ยังอยู่ในบัญชีเจ้าตัวอยู่ดี

มัสก์ ตอบคำถามนี้ว่า เมื่อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เขาสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ จึงไม่แปลกที่บริษัทฯของเขาจะประสบความสำเร็จ ก่อนจะพาดพิงถึงนักลงทุนเก็งกำไรหรือนายธนาคาร ว่าสมควรจะเป็นกลุ่มที่ถูกเหน็บแนมเรื่องความร่ำรวยมากกว่า

“ผมว่ามันมีความแตกต่างกันมากๆ ระหว่างคนที่มีรายได้มหาศาลจากการออกแบบหรือสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆขึ้นมา กับคนที่ร่ำรวยจากการลงทุนหรือแค่ย้ายเงินไปมาในตลาดหุ้น สำหรับผมมันเป็นสองสิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย การเหมารวมคนทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน เป็นวิธีคิดที่ตื้นไปหน่อย”

“ผมว่าหลายคนน่าจะสับสน ระหว่างการบริโภคกับการจัดสรรทุน ผมยกตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็แล้วกัน เอาจริงๆ คือผมไม่ศรัทธาเขาเท่าไหร่ สิ่งที่เขาทำคือการจัดสรรทุน อ่านรายงานประจำปีของบริษัทเป็นปึกๆ แล้วก็ยุ่งกับตัวเลขทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมากใช่ไหม

เขาพยายามจะหาว่า โค้ก กับ เป๊ปซี่ บริษัทไหนน่าลงทุนมากกว่า? ถ้าคุณถามความเห็น ผมว่ามันเป็นงานที่โคตรน่าเบื่อเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีความสำคัญอยู่”

มัสก์ ยังตั้งความหวังว่าคนที่สร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ จะเป็นที่ยอมรับจากคนในสังคมอเมริกันมากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่งานด้านกฎหมายและการเงินเหมือนที่ผ่านมา

AHEAD TAKEAWAY

เป็นอีกครั้งที่ อีลอน มัสก์ แสดงความเห็นส่วนตัวแบบตรงไปตรงมา ซึ่งหลายครั้งก็ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้เจ้าตัว

(อ่านเพิ่มเติม เวิร์น อันสเวิร์ธ ฮีโร่นักดำน้ำกรณีถ้ำหลวง เตรียมฟ้อง มัสก์ ทวีตหมิ่นประมาท)

การตอบคำถามของ โจ โรแกน ในประเด็นนี้ จึงเป็นการพูดในมุมมองของนักประดิษฐ์และวิศวกรเป็นหลัก ว่าทำไมเขาจะเป็นมหาเศรษฐีไม่ได้ ในเมื่อสิ่งที่เขามีส่วนร่วมสร้างขึ้น ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

(รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการเหน็บโจทย์เก่า ที่มีเรื่องกระทบกระทั่งทางความคิดกันมาแล้วหลายครั้งอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ด้วย อ่านเพิ่มเติมใน บัฟเฟตต์ ติดเบรค Apple อย่าคิดซื้อ Tesla)

แต่ในความเป็นจริง เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้การันตีว่าจะนำความสำเร็จมาสู่ธุรกิจนั้นๆ 100%

ถ้าปราศจากแนวคิดเรื่องตัวเลขบัญชี หรือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่ บัฟเฟตต์ ถนัด

ขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถเหมารวมได้เหมือนกันว่าหนทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นมีแค่ทางเดียว

แม้แต่ในตัวอย่างที่ มัสก์ พูดถึงเอง อย่าง Coca-Cola และ PepsiCo ซึ่งมี market cap มูลค่ารวมกันกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (6.4 ล้านล้านบาท)

ทั้งสองบริษัทฯ อาจจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ใช้โมเดลธุรกิจที่แตกต่างกัน

จุดสังเกตคือ เป๊ปซี่ มีรายรับต่อปีสูงกว่าฝั่ง โค้ก เกือบสองเท่า แต่ โค้ก กลับมีส่วนต่างของผลกำไรสูงถึง 29% เมื่อเทียบกับ เป๊ปซี่ ที่ 16%

มัสก์ ในฐานะนวัตกรและผู้ประกอบการ อาจมีบทบาทหลายด้าน ทั้งการทำ R&D การผลิต แคมเปญการตลาด ไปจนถึงการบริการลูกค้า บัฟเฟตต์ ก็มีแนวทางของตัวเองเช่นกัน คือการประเมินโอกาสของธุรกิจนั้นๆ

ความถนัดของคนเรานั้นต่างกัน การหาให้เจอและพยายามพัฒนาไปให้ถึงที่สุด หรือผสมผสานข้อดีระหว่างทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ก็สามารถเป็นอีกทางเลือกได้เช่นกัน

เรียบเรียงจาก

Elon Musk Isn’t Warren Buffett’s Biggest Fan

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า