ก่อนที่โลกจะรู้จัก โควิด-19 แนวคิดเรื่องการ Work From Home ไม่เคยอยู่ในความคิดของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

เพราะที่ผ่านมา Facebook พร้อมจ่ายโบนัสพิเศษถึง 15,000 ดอลลาร์ (ราว 4.8 แสนบาท) สำหรับพนักงานที่ยอมย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ออฟฟิศ

แต่ท่าทีของ ซัคเคอร์เบิร์ก และทีมผู้บริหารเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่รับทราบข่าวการระบาดของไวรัสตัวนี้ในจีน เมื่อเดือนมกราคม และเริ่มวางแผนรับมือด้วยการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการทำงานจากบ้านในระยะยาว

โครงการแรกๆที่ถูกนำมาใช้งาน คือเครื่องมือวิเคราะห์ตำแหน่งผู้ใช้ และแบบสอบถามที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เพื่อระบุหาพื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มเกิดการระบาด

ถัดมาคือ Messenger Rooms ฟีเจอร์สำหรับวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แบบเดียวกับ Zoom ที่เริ่มเปิดให้ใช้งาน เมื่อปลายเดือนเมษายน

ตามด้วย Shops สำหรับร้านค้าและธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อขายสินค้าแบบออนไลน์ได้

และล่าสุด คือการประกาศแผนปรับแนวทางให้พนักงานบริษัทฯ ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ สามารถยื่นเรื่องขอพิจารณาทำงานจากบ้านได้ตลอดอายุงาน ซึ่งจะทยอยขยายไปสู่พนักงานในประเทศอื่นๆทั่วโลกด้วย

“เราจะเป็นบริษัทที่ก้าวหน้าที่สุดในด้าน remote work เมื่อเทียบกับองค์กรระดับเดียวกัน ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ที่ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า เราจะไปถึงจุดที่พนักงานประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทสามารถเลือกที่จะทำงานจากบ้านได้เป็นการถาวร”

แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทฯลงอย่างที่หลายคนคิด ซัคเคอร์เบิร์ก อธิบายว่าการผลักดันให้ Work From Home ได้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายใหม่ๆ เกิดขึ้นแทนค่าเช่าสำนักงาน หรือโบนัสที่จ้างให้พนักงานย้ายมาอยู่ใกล้ออฟฟิศอยู่ดี

และนี่คือบทสัมภาษณ์ของ ซัคเคอร์เบิร์ก กับ เคซีย์ นิวตัน บรรณาธิการที่ดูแลเนื้อหาเกี่ยวกับ ซิลิคอน วัลลีย์ โดยเฉพาะจาก The Verge ถึงแนวทางใหม่ของ Facebook กับ New Normal ในการทำงานของโลกอนาคต

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะเริ่มจากตรงไหน?

อย่างแรก คือเราจะเริ่มจ้างงานจากระยะไกล (remote hiring) ตั้งแต่วันศุกร์นี้ (22 พ.ค.) ผมว่ามันสมเหตุสมผลดี เพราะตอนนี้ทุกคนก็แทบจะทำงานจากระยะไกลอยู่แล้ว

ส่วนพนักงานปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจทันที เราเคยประกาศแล้วว่าสามารถทำงานจากบ้านได้ถึงสิ้นปีถ้าต้องการ และถ้าโควิดยังอยู่ ก็เป็นไปได้ที่จะยืดระยะเวลาออกไป

แต่ในระยะยาว เราจะเริ่มเปิดให้ยื่นเรื่องขอทำงานจากบ้านตลอดอายุงาน เริ่มจากกลุ่มพนักงานรุ่นเก่ามากกว่าพวกเด็กเพิ่งจบใหม่ เพราะผมมองว่ากลุ่มหลังยังควรเข้าออฟฟิศก่อนเพื่อเรียนรู้วิธีทำงาน

คุณเคยจ่ายโบนัสให้พนักงานย้ายมาอาศัยใกล้ออฟฟิศ อะไรทำให้คุณเปลี่ยนความคิดในช่วงเวลาสั้นๆแค่ 2-3 เดือน?

หลายเรื่อง อย่างแรกคือเรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว อย่างเครื่องมือติดต่อระหว่างบุคคล, แพลตฟอร์ม Workplace สำหรับสื่อสารในองค์กร, Portal อุปกรณ์เพื่อทำวิดีโอคอล และพรีเซนต์งาน ฯลฯ

และในระยะยาว VR กับ AR ก็จะช่วยให้คนที่อยู่คนละซีกโลกมาเจอกันได้ และถ้าเราจะเลือกเดินหน้าไปด้วยเทคโนโลยีนี้ เราก็ต้องเชื่อในศักยภาพของมันด้วย ว่าจะช่วยให้เราทำอะไรก็ได้จากที่ไหนก็ได้จริงๆ

ผมเห็นด้วยว่า โควิด เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เรื่องนี้มาถึงเร็วขึ้น และจากที่ได้ลองทำงานจากบ้านมาช่วงหนึ่ง ผมว่ามันให้ผลดีกว่าที่คาด ถึงจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตาม

และในระยะยาว การ Work From Home ก็จะเป็นเรื่องปกติของคนทั่วโลก เพราะน่าจะมีคนอีกมากที่ยังไปทำงานในออฟฟิศไม่ได้อีกพักใหญ่ๆ

หรือถ้าจะเอาแนวคิด social distancing มาใช้ ออฟฟิศต่างๆก็ควรจะลดความแออัดลงเหลือแค่ 25%

และเพราะคนจำนวนมากยังต้องทำงานจากบ้านอีกพักใหญ่ๆ ผมถึงคิดว่าเราควรจะพัฒนาเครื่องมือสำหรับเรื่องนี้ให้ดีด้วย

ประเด็นคือเราจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีหลักการ บางคนอาจจะอยากให้เราประกาศว่า “พนักงาน Facebook สามารถเลือกได้ตอนนี้เลยว่าอยากจะทำงานจากบ้านรึเปล่า พอตัดสินใจแล้วจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ทำได้เลย”

ของแบบนั้น มันทำไม่ได้ในชีวิตจริง แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์ มีตำแหน่งในบริษัทระดับนึง มีผลงานดี อยู่ในทีมที่มีระบบสนับสนุนการ Work From Home และถ้าคุณได้รับอนุญาต คุณก็จะได้รับสิทธิ์นั้น แล้วเราก็จะค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้น เมื่อเราเข้าใจรูปแบบนี้ดีขึ้น

คุณบอกว่าพนักงานของ Facebook ครึ่งนึงสามารถทำงานจากบ้านได้ จะทำยังไงเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น?

ผมคงไม่บอกว่านั่นคือเป้าหมายนะ เรียกว่าการประมาณการน่าจะเหมาะกว่า

เรื่องมันเริ่มจากการที่เราทำแบบสำรวจถามความเห็นพนักงานในช่วงที่ผ่านมา มี 20% รับว่าสนใจเป็นพิเศษ ถ้าสามารถทำงานฟูลไทม์จากบ้านได้ และอีก 20% ก็แสดงความสนใจ

คำตอบนี้ทำให้ผมคิดว่าควรจะทำยังไงดี เพราะเท่ากับว่าเรามีพนักงาน 40% ที่อยากทำงานจากบ้าน แถมตอนนี้ก็ยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าทุกคนจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศได้

ในกลุ่มนี้ งานของบางคนอาจจะทำที่บ้านไม่ได้ แต่เราก็ต้องวางแนวทางเผื่อไว้ ว่าพนักงานใหม่ที่เราจ้างเพิ่มเข้ามาในอีกห้าปีข้างหน้า ซัก 20% อาจเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศไม่ได้ บวกกับในระยะยาวที่พนักงานปัจจุบันอีก 20-30% อยากเปลี่ยนไปทำงานจากบ้าน

ที่ผมรู้มา คือหลายคนทำงานที่บ้านได้มีประสิทธิภาพกว่าที่คิด แต่มันก็ยังมีคำถามสำคัญอื่นๆอยู่ อย่างเช่น ความสัมพันธ์ของคนในทีม วัฒนธรรมองค์กร และการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะในการทำงานบางประเภท เรายังจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านั้นอยู่ นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่ประกาศให้ทุกคนสามารถทำงานจากบ้านได้ทันที

คุณบอกว่าจะไม่ปล่อยให้เด็กๆที่เพิ่งจบใหม่ทำงานจากบ้าน เพราะอะไร?

เพราะเด็กพวกนี้ไม่เคยทำงานบริษัทมาก่อน พวกเขาต้องเรียนรู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรก่อน

หลายบริษัทที่ผมปรึกษาเรื่อง Work From Home ส่วนใหญ่ไม่มีแผนจ้างเด็กจบใหม่ เขาบอกว่าอย่างน้อยต้องมีประสบการณ์ซักสองสามปี

แต่ยุทธศาสตร์หลักของเรา คือการจ้างเด็กจบใหม่ปีละหลายพันคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการเปลี่ยน

ที่เราจะทำคือให้เด็กจบใหม่มาทำงานที่ออฟฟิศ เพื่อรับการเทรนให้เข้าใจวิธีทำงาน และตอนนี้ก็มีเด็กฝึกงานเป็นพันๆคนรอจะมาอยู่กับเรา แต่กลายเป็นว่าพวกเขาต้องฝึกงานจากระยะไกลแทน นี่เลยกลายเป็นการทดลองที่น่าสนใจว่ามันจะออกมาในรูปไหน เพราะที่ผ่านมา เราก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากเด็กฝึกงาน

อะไรคือข้อดีของการที่พนักงานหลายพันคนต้องแยกย้ายกันไปแบบนี้?

อย่างแรกเลยคือมันเปิดกว้างให้เรามีโอกาสได้เจอคนเก่งๆมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องรับคนเข้าทำงาน แต่หมายถึงการรั้งคนเก่าไว้กับองค์กรด้วย ที่ผ่านมา มีคนมากมายที่เราอยากเก็บไว้ แต่เขาเลือกออกไป เพราะอยากย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่เราซัพพอร์ตตรงนั้นไม่ได้ นโยบายที่เปิดให้ทำงานจากบ้านได้ จะช่วยให้ Facebook รั้งคนกลุ่มนี้ไว้กับบริษัทฯได้ ซึ่งในหลายๆด้าน มันดีกว่าการต้องหาคนใหม่มาแทน

ถัดมา คือมันเป็นโอกาสดีที่เราจะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการทำงานจากบ้านให้ดีขึ้นได้ เพราะเราเองก็ต้องใช้งานเครื่องมือพวกนี้ตลอด เช่น วิดีโอแชท หรือ Workplace

และในอนาคต VR กับ AR จะมีส่วนช่วยให้เรื่องเหล่านี้เป็น New Normal ได้เร็วขึ้นอีก เพราะจริงๆ ที่ Facebook ก็ใช้เทคโนโลยีสองอย่างนี้อยู่ตลอด ถึงตอนนี้ มันอาจจะยังไม่เชื่อมโยงกับงานที่คนส่วนใหญ่ทำกันอยู่ แต่ผมคิดว่าทุกอย่างจะค่อยๆเปลี่ยนแปลง

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่คุณต้องทำงานนอกออฟฟิศนานขนาดนี้ รู้สึกยังไงบ้าง

ส่วนตัว ผมว่างานที่ได้ มีประสิทธิภาพกว่าที่เคยคิดไว้ แต่ก็ยังเป็นประสบการณ์ที่แปลกๆอยู่ดี ประเด็นหนึ่งที่ผมได้จากการพูดคุยกับคนอื่นๆที่ Work From Home เหมือนกัน คือจริงๆ มันให้ผลดีกว่าการทำงานในออฟฟิศ แต่ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าประสิทธิภาพด้อยลง เพราะมีเรื่องอื่นมาดึงความสนใจไป เช่น ลูกๆ หรือ ความเครียดจากโควิด

ที่ผมค้นพบคือจริงๆแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันไม่ได้ยากเกินไป ช่วงที่ผ่านมา คุณจะเห็นว่าเราเปลี่ยนแนวทางในหลายๆเรื่อง และพัฒนาบริการใหม่ๆที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ผมเริ่มมองการทำงานจากบ้านในแง่บวกมากขึ้น

สมมติว่ามีการค้นพบวัคซีนโควิด-19 ในเร็วๆนี้ ถึงตอนนั้น คุณยังจะเดินหน้านโยบายทำงานจากบ้านต่อไป หรือกลับไปทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม?

เป็นคำถามที่ดี สำหรับผมที่ต้องเดินทางไปพบปะผู้คน พาร์ทเนอร์ เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรือการต้อนรับคนที่มาเยี่ยมออฟฟิศของเรา มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานจากบ้าน ต่อให้อยากแค่ไหนก็ตาม

แต่ด้วยหลายๆเหตุผล ผมก็คิดว่าจะวางแผนเรื่องการใช้เวลาทำงานจากบ้านให้มากขึ้นในอนาคต ถึงจะยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาในรูปไหน ถ้าพิจารณาจากลักษณะงานที่ผมทำอยู่

เรียบเรียงจาก
MARK ZUCKERBERG ON TAKING HIS MASSIVE WORKFORCE REMOTE

Messenger Rooms are Facebook’s answer to Zoom and Houseparty for the pandemic

FACEBOOK SAYS IT WILL PERMANENTLY SHIFT TENS OF THOUSANDS OF JOBS TO REMOTE WORK

Facebook Is Paying Workers to Move Closer to the Office

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า