อีลอน มัสก์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของเขา มาจากแนวคิดในการแก้ปัญหาที่เรียกว่า First Principles Thinking (อ่านเพิ่มเติม 5 วิธีทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดย อีลอน มัสก์ และกูรูชั้นนำ)

มัสก์ ไม่เชื่อในวิธีแก้ปัญหาที่ใช้กันทั่วไป คือเปรียบเทียบกับปัญหาคล้ายๆกันที่เคยเกิดขึ้นแล้ว (analogy)

เขาเลือกย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหาแทน เพื่อคิดว่าจะสามารถแก้ไขด้วยวิธีอื่นๆได้รึเปล่า?

ปัญหาคือวิธีนี้ขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ ที่มักเลือกหาวิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุด แทนที่จะค่อยๆใช้เวลาในการวิเคราะห์ไปถึงต้นตอ

อุปสรรคที่ขวางคุณจาก First Principle

มีอคติในการตัดสินใจ (cognitive biases) สองข้อ ที่ทำให้คุณเลือกใช้การแก้ปัญหาแบบ analogy แทนที่จะเป็น First Principle

คือ Einstellung effect (การใช้ชุดความคิดเดิมในการแก้ปัญหา เช่น นึกอะไรไม่ออก กินกะเพราไก่ชัวร์สุด) และ Functional fixedness (การยึดติด)

ในหลายกรณี สองวิธีนี้ก็ได้ผล เมื่อคุณต้องการแก้ปัญหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่คุณฝึกฝนมาต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางทีคุณอาจรับมือกับปัญหาบางอย่างได้โดยใช้แค่สัญชาตญาณ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ

ข้อเสียของการยึดติดมากเกินไป ทำให้คุณมองไม่เห็นโอกาสใหม่ๆ หรือประโยชน์อื่นๆที่ไม่คุ้นเคย (เหมือนที่ มัสก์ มองเห็นศักยภาพของรถ EV ก่อนคนอื่น หรือสร้างจรวดด้วยวิธีคิดแบบใหม่ หลังถูกทางการรัสเซียปฏิเสธการขายจรวดให้ SpaceX)

คำถามถัดมาคือต้องทำยังไงบ้าง เพื่อก้าวข้ามกับดักทางความคิดพวกนี้ และคิดแบบ มัสก์ ได้บ้าง?

#1
หาให้เจอว่าอะไรคือปัญหา “ที่แท้จริง”

ทำไมการระบุว่าปัญหาจริงๆคืออะไรถึงสำคัญ? เพราะมันจะเป็นตัวนำไปสู่คำตอบที่คุณกำลังมองหา

ข้อนี้จึงมีความสำคัญและยากที่สุดในกระบวนการทั้งหมด คุณควรจะใช้เวลาในการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ แต่พอหาเจอแล้ว มันจะช่วยปลดล็อกไปสู่กระบวนการอื่นๆเอง

#2
ตั้งคำถามอยู่ตลอด

เมื่อเริ่มกระบวนการแล้ว สิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดคือการตั้งคำถามกับทุกเรื่อง ตั้งแต่ สมมติฐาน ทางเลือก และวิธีแก้ไข เพื่อหาว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง แล้วลองนึกถึงข้อโต้แย้ง และทางเลือกอื่นๆเพิ่มเติม

#3
ตั้งสมมติฐานหลายๆแบบ เพื่อปูทางไปสู่หลักการ

วิธีคิดแบบ First Principle ก็เหมือนการหาคำตอบหรือวิธีแก้ไขอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการตั้งสมมติฐานหลายๆแบบ

ที่ต้องทำแบบนี้ เพื่อหาดูว่าสมมติฐานไหนสามารถหักล้างกันได้ ระหว่างนี้ การตั้งคำถามกับสมมติฐานต่างๆตามข้อ 2 ก็ยังจำเป็น

เพราะถ้ายังมีข้อผิดพลาด เราก็จะยังไม่ได้หลักการตามแนวคิด First Principles Thinking ที่ไม่สามารถโต้แย้งได้ เพื่อใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับการหาวิธีแก้ไข

#4
แยกส่วนด้วยเทคนิค Generic Parts Technique

อีกวิธีในการก้าวข้ามกับดักความคิดที่ยึดติดกับการแก้ปัญหาเดิมๆ คือเทคนิคที่เรียกว่า Generic Parts Technique โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าเราจะสามารถย่อยหรือแยกส่วนสิ่งนั้นลงได้อีกหรือไม่

มัสก์ ยกตัวอย่างถึงตอนที่เขาออกแบบแบตเตอรี่สำหรับ Tesla ว่า เขาเริ่มจากการตั้งคำถามว่าแบตเตอรี่ทำจากอะไร?

คำตอบที่ได้คือชิ้นส่วนของแบตเตอรี่ จากนั้นก็ค่อยๆตั้งคำถามลึกลงไปทีละขั้น จนไปถึงองค์ประกอบพื้นฐาน นั่นคือ โคบอลท์, นิคเกิล, อลูมิเนียม, คาร์บอน และ โพลิเมอร์

ถัดมาคือการพยายามก้าวข้ามคำจำกัดความที่ทำให้เรามองข้ามคุณสมบัติจริงๆของสิ่งเหล่านั้น

ตัวอย่างที่ โทนี แม็คแคฟฟรีย์ ผู้คิดค้นเทคนิคนี้ยกขึ้นมา คือถ้าจะมัดรวมแหวนสองวงเข้าด้วยกัน โดยมีแค่เทียนกับไม้ขีด จะต้องทำยังไง

ถ้าเราคิดว่าหน้าที่ของเทียนคือการจุดเพื่อให้แสงสว่างและความร้อน จะไม่มีทางตอบคำถามได้

แต่ถ้าเราแยกองค์ประกอบของเทียนออกเป็นส่วนๆ จะพบว่ามันคือขี้ผึ้งและไส้เทียน และที่จริงไส้เทียนก็คือเชือก และเชือกคือสิ่งที่จะมัดแหวนทั้งสองวงเข้าด้วยกัน

#5
เปิดใจให้กว้าง ไม่ยึดติดกระบวนการ

การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ต้องเปิดใจให้กว้าง และคิดเสมอว่ากระบวนการอาจไม่เป็นเส้นตรง

บางครั้งคุณต้องสลับขั้นตอนไปมา หรืออาจทำบางสิ่งควบคู่กัน

หรือถ้ารู้สึกว่าการแก้ปัญหาไม่คืบหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะย้อนกลับไปและตั้งคำถามใหม่อีกครั้ง

เรียบเรียงจาก
A Short Lesson On First Principles

First Principles and the Art of Thinking like Elon Musk

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า