Nike แบรนด์เครื่องกีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ปล่อยวิดีโอสั้นความยาว 1 นาที พร้อมแฮชแท็ก #UntilWeAllWin แสดงจุดยืนเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคมอีกครั้ง ท่ามกลางเหตุจลาจลรุนแรงทั่วประเทศจากการเสียชีวิตของชายผิวสีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ชนวนเหตุของการชุมนุมประท้วงที่ลุกลามเป็นการจลาจลในหลายเมืองของสหรัฐฯ เกิดจากการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจเมืองมินนิอาโปลิสใช้เข่ากดทับลำคอกับพื้นถนนระหว่างจับกุม ในข้อหาใช้ธนบัตรปลอมในร้านค้า โดย เดเร็ค เชาวิน เจ้าหน้าที่ผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและมีกำหนดขึ้นศาลในวันจันทร์

ด้าน Nike ซึ่งแสดงเจตนารมณ์หนุนหลังความเท่าเทียมในสังคมต่อเนื่อง (อ่านเพิ่มเติม เมื่อ Nike ตัดสินใจเลือกข้าง เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่) ก็ปล่อยวิดีโอขนาดสั้น ซึ่งขึ้นต้นด้วยวลีว่า For Once, Don’t Do it (ขอซักครั้ง อย่าทำ – เพื่อล้อกับสโลแกน Just Do it ของแบรนด์) ในบัญชีทวิตเตอร์ กระตุ้นให้ชาวอเมริกันอย่าเมินเฉยว่าประเด็นการเหยียดสีผิวยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสหรัฐฯ

ในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ทวีตนี้มียอดวิวรวมแล้วกว่า 6.5 ล้านครั้ง และรีทวีตแล้วเกือบ 1 แสนครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นมาจากบัญชีของ Adidas แบรนด์คู่แข่งสำคัญ

แถลงการณ์ตามหลังโฆษณาดังกล่าว ที่จัดทำโดยเอเจนซี่ Wieden + Kennedy Portland ระบุว่าบริษัทฯแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้าน ความโน้มเอียง ความเกลียดชัง และความไม่เท่าเทียมในทุกรูปแบบ

“เราหวังว่าการแชร์ข้อความนี้ไป จะเป็นแรงกระตุ้นที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในสังคมที่เรื้อรังมานาน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า”

AHEAD TAKEAWAY

#UntilWeAllWin เป็นอีกครั้งที่ Nike แสดงจุดยืนชัดเจนเพื่อความเท่าเทียมในสังคม แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแอนตี้จากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ถัดจากโฆษณาชุด Dream Crazy ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีของแคมเปญ Just Do It โดยมีนักกีฬาดังอย่าง เลบรอน เจมส์, โอเดลล์ เบ็คแฮม จูเนียร์ และ เซรีน่า วิลเลียมส์ ฯลฯ เข้าร่วม

แต่ที่เป็นประเด็นใหญ่ คือการมอบให้ โคลิน เคเปอร์นิค อดีตควอเตอร์แบ็กของ Sanfrancisco 49ers เป็นผู้ลงเสียงบรรยายทั้งหมด

เพราะ เคเปอร์นิค เคยแสดงจุดยืน ต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวสี ด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติสหรัฐก่อนเกม NFL จนสุดท้ายเจ้าตัวถูกลีกบอยคอตต์ จนหมดอนาคตในอาชีพนักกีฬาในที่สุด

การเลือก เคเปอร์นิค เป็นผู้ลงเสียง ทำให้กลุ่มทหารผ่านศึก และครอบครัว ที่มองว่าพฤติกรรม เคเปอร์นิค เป็นการไม่ให้เกียรติทหารซึ่งสละชีพเพื่อชาติ เผาทำลายสินค้าของบริษัท และโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #NikeBoycott และ #BurnYourNikes พร้อมเสียงตำหนิจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

อย่างไรก็ตาม การเลือกข้างในครั้งนี้ของ Nike กลับส่งผลในเชิงคุณค่าของแบรนด์ เพราะแม้จะเสียผู้บริโภคบางกลุ่มไป แต่ก็ได้กลุ่มที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาทดแทน

ขณะที่ทีมงาน AHEAD.ASIA ก็เห็นว่าความเคลื่อนไหวของ Nike เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวอย่างที่ย้ำว่า แบรนด์ในอนาคต ต้องเป็นมากกว่าแค่โลโก้และเปลือกนอก

เพราะต้องแฝงวิธีคิด ความเชื่อ หรือคาแรคเตอร์อะไรบางอย่างเข้าไว้ด้วย

เหมือน Apple ที่ยืนเคียงข้างคนที่คิดต่าง Tesla ที่เชื่อว่ารถยนต์ควรใช้พลังงานสะอาด หรือ AirBNB ที่เชื่อว่าการเที่ยวยุคใหม่ ต้องไกลและลึกกว่านักท่องเที่ยวนั่นเอง

เรียบเรียงจาก

Nike releases ‘Don’t Do It’ ad addressing racism in America

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า