ข้อพิพาทระหว่างอินเดียและจีนในแคชเมียร์เริ่มบานปลาย หลังรัฐบาลกรุงนิวเดลีมีคำสั่งแบนการใช้งานแอปพลิเคชั่นจากจีน 59 ราย ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง นับรวมแอปสุดฮิตอย่าง TikTok และ WeChat ที่มีผู้ใช้งานในประเทศหลายล้านคน

เหตุปะทะที่หุบเขากาลวาน ในลาดักห์ซึ่งเป็นดินแดนพิพาทระหว่างสองประเทศ เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารอินเดียอย่างน้อย 20 นายเสียชีวิต และนำไปสู่กระแสต่อต้านและคว่ำบาตรจีนโดยชาวอินเดีย ขณะที่รัฐบาลอินเดียก็เตรียมออกมาตรการทางเศรษฐกิจรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการตอบโต้

กระทรวงสารสนเทศของอินเดีย ระบุว่าคำสั่งแบนนี้เป็นผลจากการร้องเรียนว่าแอปพลิเคชั่นดังจากจีนทั้งสอง รวมถึง Clash of Kings, เบราเซอร์ UC ของ Alibaba และแอปอีคอมเมิร์ซ Club Factory กับ Shein ฯลฯ ดึงข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และถือเป็นภัยต่ออธิปไตยและความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้พัฒนาจะยืนกรานว่าไม่มีการแชร์ข้อมูลใดๆกับทางการจีนก็ตาม

ไม่ใช่ครั้งแรก

บริษัทเทคโนโลยีจากจีน รวมถึงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ตกเป็นข่าวเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะ เนื่องจากถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับรัฐบาลจีน เหมือนในกรณีของ Huawei เมื่อสองปีก่อน

ขณะเดียวกัน นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอปพลิเคชั่นจากจีนถูกแบนในอินเดีย เพราะย้อนไปเมื่อปี 2017 เบราเซอร์ UC ของ Alibaba ก็เคยทำข้อมูลผู้ใช้งานรั่วไหล และในปีเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของอินเดีย ก็มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐถอนการติดตั้งแอป 42 ตัวที่ถูกระบุว่าอยู่ในข่ายเป็นสปายแวร์

จีนไม่สะเทือน แต่…

ด้านรัฐบาลจีนโดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก็ขอให้ทางอินเดียทบทวนคำสั่งนี้อีกครั้งแล้ว

ขณะที่นักวิเคราะห์ นำโดย นิคิล ภวา บรรณาธิการของ MediaNama มองว่าคำสั่งแบนที่มีแรงจูงใจทางการเมืองในลักษณะนี้ มีแต่จะทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายเพิ่มขึ้น แต่กลับกัน แทบไม่ส่งผลกระทบใดๆกับผู้พัฒนาแอปรายใหญ่เหล่านี้ หรือแม้แต่ทางการจีนเลย

ปราซานโต เค รอย ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยี มองว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากคำสั่งแบนครั้งนี้ คือบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆที่แจ้งเกิด และมีรายได้จากการมีตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มากกว่า

“หาก 95% ของผู้ใช้ 100 ล้านคนหายไป มันจะเป็นการทำลาย network effect และทำให้แอปพลิเคชั่นใหญ่ๆพวกนี้ หมดความสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่เหลือไปด้วย”

ปัจจุบัน อินเดียคือตลาดอันดับหนึ่งในต่างประเทศ สำหรับ TikTok ด้วยยอดผู้ใช้งานราว 120 ล้านคน และมีส่วนสร้างคนธรรมดามากมายให้ขึ้นมาเป็นดาวเด่นบนโลกโซเชียล

“อินฟลูเอนเซอร์หลายพันคนที่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม หรือคนที่ทำธุรกิจผ่านการติดต่อกับผู้คนในจีน ผ่านแอป WeChat จะถูกตัดการติดต่อไปด้วย” รอย ซึ่งเห็นว่าการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ควรจะดำเนินการผ่านกฎหมาย privacy มากกว่า อธิบายต่อ “เพราะสำหรับจีนแล้ว การตอบโต้แบบนี้แทบไม่ได้ทำให้พวกเขาสะเทือนเลย”

กีต (Geet) อินฟลูเอนเซอร์สาวชาวอินเดีย ที่โด่งดังจากการสอนภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน บนแอปสุดฮิต ยอมรับว่ารู้สึกช็อคที่ได้ยินข่าวนี้ “นี่คือทั้งชีวิตของฉัน มันเป็นงานฟูลไทม์ของฉันไปแล้ว”

ด้าน ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok กล่าวแต่เพียงว่ากำลังอยู่ระหว่างติดต่อรัฐบาลอินเดียเพื่อผ่อนปรนเรื่องนี้ ขณะที่ผู้พัฒนาแอปอื่นๆ ยังไม่ได้แสดงความเห็นใดๆถึงเรื่องนี้ และมีแนวโน้มที่คำสั่งแบนนี้จะยังมีผลบังคับใช้ต่อไป ตราบที่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังดำเนินอยู่

AHEAD TAKEAWAY

แม้นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันจะมองว่าการคว่ำบาตรของอินเดีย เพื่อตอบโต้ข้อพิพาทเรื่องพรมแดน จะส่งผลเสียกับทางอินเดียมากกว่าจีน แต่แนวโน้ม ณ ปัจจุบัน กลับดูจะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆมากกว่า

ล่าสุด Times of India รายงานว่า Huawei และ ZTE อาจเป็นรายล่าสุดที่โดนหางเลขในเรื่องนี้ไปด้วย เพราะรัฐบาลอินเดียกำลังทบทวนการวางโครงข่าย 5G ใหม่ ทั้งที่เพิ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ทั้งคู่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้ามามีส่วนร่วมในแผนการ

และที่ผ่านมา Huawei ก็มีบทบาทสำคัญในการวางโครงสร้าง 4G ให้กับ Bharti Airtel ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของอินเดีย มากถึง 1 ใน 3

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอินเดีย ยังดูสอดคล้องกับท่าทีของสหรัฐฯ ที่พยายามโน้มน้าวให้ประเทศพันธมิตร ห้าม Huawei เข้าไปมีส่วนร่วมกับการวางโครงข่าย 5G มาโดยตลอด และเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ไมค์ พอมพีโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งกล่าวพาดพิง Huawei ว่ามีส่วนร่วมกับการคุกคามสวัสดิภาพของผู้คนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

นั่นแปลว่าถ้าอินเดียเลือกเดินหน้ารับการสนับสนุนจากสหรัฐฯอย่างเต็มตัวแล้ว การคว่ำบาตรธุรกิจต่างๆจากจีน ก็ไม่น่าจะสิ้นสุดในเวลาอันสั้นแน่นอน

เรียบเรียงจาก

Ban on Chinese apps, including TikTok, surprises India content makers

Geet: Indian TikTok star faces uncertain future after app ban

After Pompeo says ‘tide is turning against Huawei,’ India reportedly weighs 5G ban on Chinese firm

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า