Tesla แซงหน้า Toyota เป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มีมูลค่า market cap สูงสุดของโลกรายใหม่ ที่ 206,500 ล้านดอลลาร์ (6.42 ล้านล้านบาท) หลังหุ้น TSLA ในตลาดหลักทรัพย์ ทำสถิตินิวไฮของบริษัทฯอีกครั้ง ที่ 1,135 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ราว 35,000 บาท) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้จะยังไม่เคยมีผลประกอบการในช่วงสิ้นปีเป็นบวก นับแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2003 และถูกประเมินว่าอาจประสบปัญหากระแสเงินสดจนต้องล้มละลายเมื่อสองปีก่อน แต่หลังเจาะตลาดผู้ใช้งานทั่วไปได้สำเร็จ ด้วยรถซีดานรุ่นประหยัด Model 3 สถานการณ์ของบริษัทฯ ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยราคาหุ้น TSLA นั้นเติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถึง 170%

อย่างไรก็ตามในภาพรวม ผู้นำด้าน EV ก็ยังเป็นรอง Toyota อยู่มาก ทั้งเรื่องผลประกอบการ และกำลังการผลิต

ขณะที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักก็เตือนว่ายังคงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทฯพุ่งสูง คือการที่เทรดเดอร์บางกลุ่ม เลือกเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ต (Short Selling) เพราะมองว่าสุดท้ายราคา TSLA จะลง แต่เมื่อราคายังคงสวนทางต่อเนื่อง นักลงทุนกลุ่มนี้จึงต้องรีบซื้อคืนก่อนจะขาดทุนเอง จนสุดท้ายกลายเป็นทำให้ราคาของ TSLA ปรับตัวต่อ

“ตอนนี้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ EV ก็เรียกความสนใจจากนักลงทุนได้ทั้งนั้น ยิ่งตัวเลือกในการลงทุนก็ยังมีจำกัด ภาพที่ออกมาคือหุ้นจึงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องในเวลาสั้นๆ” เจฟฟรีย์ ออสบอร์น นักวิเคราะห์จาก Cowen ให้ความเห็นถึงหุ้น TSLA

ขณะที่ในวันพฤหัสบดี ราคาหุ้นของบริษัทก็ยังขยับขึ้นอีก 9% ไปอยู่ที่ 1,219.02 ดอลลาร์ และแม้จะจบวันที่ 1,119.63 ดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าขยับขึ้นจากวันก่อน 3.7% อยู่ดี

AHEAD TAKEAWAY

แม้ EV ในประเทศไทย อาจยังดูเป็นเรื่องไกลตัวอยู่พอสมควร แต่ในชาติผู้นำด้านเทคโนโลยี อย่างสหรัฐฯ รวมถึงจีนแล้ว เราจะเห็นแนวโน้มของการนำรถพลังงานไฟฟ้ามาใช้แทนรถเครื่องยนต์สันดาปชัดเจนขึ้น

เห็นได้จากการที่รัฐบาลจีน ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องภาษีหรือการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำหลายรายเตรียมเบนเข็มมาสู่ EV อย่างเต็มตัว

แต่การขยับตัวของผู้ผลิตรถยนต์เหล่านี้ ก็ยังถือว่าตามหลังบริษัทใหม่ๆที่วางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้ผลิต EV ตั้งแต่แรก นั่นทำให้ Tesla ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเป็นพิเศษ ในฐานะผู้นำเทรนด์

หรือแม้แต่ Nikola ซึ่งเน้นเจาะเซกเตอร์รถบรรทุกเป็นหลัก ก็พลอยได้รับอานิสงส์ในเรื่องนี้ไปด้วย จนมีมูลค่า market cap เหนือกว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Ford ด้วยซ้ำ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มผลิตรถ เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าแม้แต่คันเดียว (อ่านเพิ่มเติม รู้จัก Nikola “Tesla แห่งรถบรรทุก” ที่มูลค่าแซง Ford แม้ยังไม่ผลิตรถซักคัน)

นั่นน่าจะพอบอกได้ว่า EV นั้นมีอนาคตที่ชัดเจนพอสมควรในอุตสาหกรรมยานยนต์

ส่วนเรื่องที่นักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นถูกปั่นโดยเทรดเดอร์บางคนนั้น ก็อาจมีส่วน แต่อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

คือข้อมูลที่ว่า Tesla สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าในไตรมาสที่สอง ได้ 90,650 คัน ขณะที่ Wall Street คาดการณ์ไว้เพียง 72,000 คัน นั่นแปลว่าต่อให้เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง แต่นั่นกลับไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทฯ และ อีลอน มัสก์

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ทั้ง General Motors, Fiat Chrysler, Ford หรือแม้แต่ Toyota กลับมียอดขายในไตรมาสสอง ตกลงกว่า 30% ด้วยกัน

นั่นแปลว่าแม้ราคาหุ้นอาจจะสูงเพราะถูกปั่น แต่ในด้านการทำธุรกิจ ผู้นำของวงการ EV รายนี้ ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานอยู่ดี

อ่านเพิ่มเติม
ขาขึ้นของ Tesla : แรงเพราะกระแสปั่น หรือเชื่อมั่นในอนาคต

เรียบเรียงจาก
Tesla tops Toyota to become largest automaker by market value

TSLA soar after reporting big beat on second-quarter deliveries

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า