คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอ ซีเมนส์ อินดัสเทรียล ชูเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะแห่งอนาคต คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยภาคธุรกิจสามารถปรับตัว เพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต หลังเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ระบาดในช่วงที่ผ่านมา

การเติบโตของมหานคร (Urbanization) และดิจิทัลไลเซชั่น (Digitalization) ซึ่งเป็น 2 ใน 5 เมกะเทรนด์ของยุุคนี้ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดมิติที่หลากหลายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกระตุ้นของไวรัสโควิด-19 และความเปลี่ยนแปลงนี้ ก็สร้างผลกระทบแก่ภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวกับอนาคตที่เปลี่ยนไป

อาคารพูดได้ และชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป

คุณสุวรรณี กล่าวว่า “เกิดมิติแยกย่อย 2 เรื่องใหญ่ๆขึ้นกับ การเติบโตของมหานคร (Urbanization) หลังจากวิกฤติโควิด-19 นั่นคือ มิติของอาคารพูดได้ (Building can talk) และการเปลี่ยนแปลงไปของชีวิตคนในเมือง (Urban life transformation)”

“อาคารในอนาคตจะเชื่อมโยงและกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานไฟฟ้า ต่อไปอาคารจะเหมือนมีชีวิต สามารถเข้าใจผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ โต้ตอบ เรียนรู้และปรับตัวได้”

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่คุณสุวรรณีกล่าวถึงในมิติของอาคารพูดได้ คือ การใช้ Building information modelling (BIM) และเทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital twins) ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพจำลองดิจิทัลของอาคารในทุกมิติได้ล่วงหน้า การออกแบบจึงมีความเสมือนจริง ส่งผลให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

หรือในช่วงการบริหารอาคาร ตัวอาคารก็สามารถให้ข้อมูลได้ว่า ควรบริหารอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงความสามารถในการตรวจพบแนวโน้มของปัญหาได้ก่อนเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการบริหารอาคารลดลงแต่การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ส่วนมิติของการเปลี่ยนแปลงไปของชีวิตคนในเมืองนั้น คุณสุวรรณี ชี้ว่าในอนาคต เทคโนโลยีที่การบริหารจัดการไฟฟ้าจะเปลี่ยนจากแบบรวมศูนย์ เป็นกระจายออก (Decentralized energy) ผู้อาศัยจะไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคอีกต่อไป เพราะเมื่ออาคารหรือที่พักส่วนตัว สามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเองจากพลังงานทดแทน คนเหล่านี้จะเปลี่ยนจาก Consumer เป็น Prosumer คือเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าแทน

“นอกจากการเป็นผู้ผลิตแล้ว การควบคุมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ หรือการบันทึกข้อมูลมิเตอร์การใช้ไฟฟ้า ก็สามารถทำได้จากระยะไกลผ่านมือถือ”

หนึ่งในโครงการเมืองอัจฉริยะที่เกิดขึ้นจริง ที่มี ซีเมนส์ เป็นเทคโนโลยีพาร์ทเนอร์ คือ ศูนย์วิจัย Aspern Smart City Research ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ที่นี่มีการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานจากผู้ใช้งานจริงทุกวัน จากผู้ใช้จำนวน 111 แห่งในเมือง Aspern มีข้อมูลจำนวน 1 ล้าน 5 แสน ดาต้าเซ็ทต่อวัน ซึ่งถูกส่งมาจากสถานีไฟฟ้า อาคาร สมาร์ทมิเตอร์ และเซ็นเซอร์กว่าร้อยจุด เข้าสู่จุดศูนย์กลาง Data analysis เพื่อวิเคราะห์ ค้นหาคำตอบ และตอบโจทย์แก่พลังงานอนาคต

หรืออาคารที่ใช้จัดงาน EXPO Dubai ในปี 2021 ก็ใช้เทคโนโลยีของซีเมนส์ในการสร้างขึ้นทั้งหมด เพื่อเป็นต้นแบบของเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ โดยอาคารจำนวน 137 อาคารจะเชื่อมต่อกันผ่านคลาวด์เพื่อการประมวลผลข้อมูลการใช้พลังงาน

เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และ Industry 4.0

Digitalization คืออีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่คุณสุวรรณีมองว่าได้ โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม

“การนำเทคโนโลยี และระบบออโตเมชั่น เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรม กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในโลกอุตสาหกรรมเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เพราะปัจจุบัน อุตสาหกรรมของเรา ยังพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก เมื่อเกิดวิกฤตที่คนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จึงเกิดผลกระทบสูง”

คำแนะนำจากคุณสุวรรณี คือผู้ประกอบการควรเริ่มทำ Industry 4.0 assessment โดยตรวจเช็คว่าโรงงานของเราอยู่ในขั้นไหนของการพัฒนาสู่ Industry 4.0 แล้วเริ่มต้นจากตรงนั้น โดยเน้นไปที่ 3 หัวข้อหลักได้แก่ กระบวนการ (process) ว่าธุรกิจของเรามีขบวนการผลิตยังไง สองคือ เทคโนโลยี (technology) ว่าได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้บ้างหรือไม่ และสาม คือ โครงสร้างบริษัท (Organization) ที่ต้องสอดคล้องกับการทำงานของเทคโนโลยี รวมถึงทักษะของบุคลากร และการทำ reskill

หนึ่งในตัวอย่างของ Industry 4.0 ที่ ซีเมนส์ ได้มีส่วนร่วมด้านเทคโนโลยี คือ วินฟาส (VinFast) โรงงานผลิตรถยนต์ที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งใช้เวลาเพียง 21 เดือน ในการสร้างโรงงาน ออกแบบและผลิตรถยนต์ออกมาจำหน่าย ซึ่งเร็วกว่าเวลาปกติถึง 50% ที่สำคัญ ระบบอัตโนมัติยังช่วยให้ วินฟาส ได้รับผลกระทบเรื่องแรงงานน้อยมาก ระหว่างการล็อคดาวน์ช่วงที่่ผ่านมา

อีกตัวอย่าง คือ Singapore Aquaculture Technologies’ (SAT) ฟาร์มปลาอัจฉริยะแห่งแรกในสิงคโปร์ที่นำ AI และ IoT แพลทฟอร์มของ ซีเมนส์ “MindSphere” มาช่วยในการเลี้ยงปลา ในระบบปิด มีกล้องวีดีโอตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปลา เพิ่มออกซิเจนอัตโนมัติได้หากปริมาณลดต่ำลง และควบคุมปริมาณอาหารให้พอกับความต้องการของปลาอย่างแม่นยำ เพราะอาหารเป็นต้นทุน 65% ของค่าดำเนินการฟาร์ม

คาดว่า SAT จะผลิตปลาได้ 350 ตันต่อปี ซึ่งมีความสำคัญมากในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารของสิงคโปร์ที่มีเป้าหมายในการผลิตอาหารได้เองในประเทศ 30% ภายในปี 2030

ขณะที่ในไทยก็เริ่มมีการตื่นตัวเรื่อง Industry 4.0 เช่นกัน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ซีเมนส์ได้เข้าร่วมลงนามใน MOU ร่วมกับทางสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนา IDA Energy platform เพื่อยกระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ผ่านระบบคลาวด์แพลตฟอร์ม Mindsphere และ IoT Gateway สำหรับเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน Industrial Big Data เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป

“วิกฤติจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน แต่อีกด้าน นี่คือโอกาสที่เราจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเรา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต และเทคโนโลยีก็คือคำตอบของธุรกิจในวันนี้” คุณสุวรรณีกล่าวทิ้งท้าย

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า