หลายเดือนมานี้ เราได้ฟังความเห็นของคนมากมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับโลก ด้วยผลจากโควิด-19

แต่หนึ่งความเห็นที่ทีมงาน AHEAD ASIA มองว่าน่าสนใจ และตรงประเด็นที่สุด มาจากผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลก “เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ” ยูวาล โนอา ฮารารี่ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮิบรู ประเทศอิสราเอล

มาดูกันว่าใจความสำคัญที่ ฮารารี่ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามสื่อต่างๆ ที่เรารวบรวมและสรุปเข้าด้วยกัน มีเรื่องอะไรบ้าง

จุดหักเหสำคัญของประวัติศาสตร์

ฮารารี่ มองว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งก็ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศด้วย เพราะวิธีการรับมือกับไวรัส ที่แต่ละชาติเลือกนั้น จะไม่ได้แค่ส่งผลเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่จะมีผลระยะยาวไปถึงอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้า

ฮารารี่ ย้ำว่า อยากให้ทุกคนจดจำว่าในสถานการณ์แบบนี้ ใครคือคนที่คุณเลือกที่จะฟัง และเชื่อถือกันแน่

เพราะในสถานการณ์ปกติ รัฐบาลนั้นสามารถปกครองประเทศได้ ขอเพียงแค่มีคนครึ่งนึงในประเทศเชื่อถือ

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ คุณจำเป็นต้องให้คนทั้ง 100% เชื่อถือ ซึ่งกลายเป็นว่าคนที่มีความรู้จริงๆ อย่างนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ คือกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เชื่อถือมากกว่า เพราะแม้แต่สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ก็ยังเลือกปิดทำการชั่วคราว เพราะไม่ต้องการให้คนมารวมตัวกัน และลดโอกาสการกระจายของไวรัส

(อ่านเพิ่มเติม เด็กอเมริกันสร้างเว็บอัพเดทข่าวโควิด-19เรียลไทม์ ผู้ใช้งานกว่า12ล้าน)

การใช้เทคโนโลยีสอดแนมในวงกว้าง (mass surveillance) โดยรัฐ

หนึ่งในประเด็นที่ ฮารารี่ พูดถึงเสมอ คือการที่รัฐส่วนใหญ่บนโลก ตามเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวของคนในประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสอดแนมในวงกว้าง

เขามองว่าสิ่งนี้จะเป็นผลดี ถ้าผู้ใช้มีเจตนาดี เพราะในฐานะมนุษย์ ฮารารี่ เชื่อว่าเราไม่ควรต้องเลือก ระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความปลอดภัย เพราะเราควรมีทั้งสองสิ่งพร้อมกัน

เขายกตัวอย่างว่า เหมือนเวลาไปหาหมอ หมออาจจะเห็นร่างกายบางส่วนของคนไข้ และรับฟังเรื่องส่วนตัว แต่ก็ทำไปเพื่อหาวิธีรักษาที่ดีที่สุด โดยไม่บอกต่อข้อมูลนั้นกับใคร

การทำ mass surveillance ก็ควรจะจำกัดในเรื่องแคบๆ และปฏิบัติโดยหน่วยงานทางการแพทย์ ไม่ใช่หน่วยสืบราชการลับ และทำไปเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความแตกต่างระหว่างประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการกับประชาธิปไตยอยู่ เพราะกลุ่มแรกนั้น ในอนาคต จะถูกบังคับให้สวมสายรัดข้อมือ ที่ไม่เพียงแต่บอกตำแหน่งที่อยู่ แต่ยังตรวจจับอารมณ์ความรู้สึกได้ด้วย นั่นแปลว่าผู้ที่เห็นต่างก็จะถูกจับกุมไดง่ายขึ้น

กลับกัน ในประเทศประชาธิปไตย ฮารารี่ มองว่าประชาชนก็ควรมีสิทธิ์รับรู้ว่ารัฐบาลนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในเรื่องไหนบ้าง โดยที่รัฐไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

(อ่านเพิ่มเติม QR code ไอเดียเรียบง่าย แต่ได้ผลในการควบคุมโควิด-19 ของทางการจีน)

การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

ฮารารี่ มองว่าเทคโนโลยีอย่างวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะสมมติว่า ถ้าสถาบันการศึกษาเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์หมด มันจะส่งผลมาก เพราะสมัยที่เขาเรียน ช่วงเวลาที่มีความหมายจริงๆ คือช่วงพักเบรค ที่ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆนักศึกษามากกว่า

ประเด็นนี้ ฮารารี่ มองว่าสุดท้ายแล้ว มันจะส่งผลแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์ยังเป็นสัตว์สังคม เราต้องการติดต่อกับผู้อื่น และพร้อมช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า

พร้อมยกตัวอย่างว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นในอดีต ก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมส่วนนี้ของมนุษย์เลย ฉะนั้น โควิด-19 ก็ไม่ต่างกัน

เมื่อสหรัฐฯไม่ใช่ผู้นำโลกในวิกฤตนี้

ระหว่างพูดคุยในรายการหนึ่ง เจมส์ คอร์เดน พูดถึงท่าทีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เลือกเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องในประเทศมากกว่าบทบาทการเป็นผู้นำโลกในยามวิกฤตแบบนี้

ฮารารี่ มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าตอนนี้ ทุกประเทศต้องหันมาใส่ใจผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก และสหรัฐฯ ก็เป็นชาติที่มีสถิติการติดเชื้อที่น่าเป็นห่วงกว่าที่อื่นๆด้วย แม้แต่ตัวเขาเอง ถ้าเลือกได้ ก็คงจะไม่ไปอาศัยที่นั่นในเวลานี้

การที่ตอนนี้สหรัฐฯ ละทิ้งบทบาทผู้นำโลกในการรับมือโควิด-19 อาจเป็นเรื่องดีที่เราไม่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับชาติใดชาติหนึ่งอีก

และสุดท้าย เราจะพบว่าไม่มีทางรับมือปัญหานี้ได้ โดยปราศจากความร่วมมือของคนทั้งโลก เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นตัวตนภายในของเราเอง

ชาตินิยมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่…

การที่รัฐบาลส่วนใหญ่เลือกเน้นนโยบายเพื่อคนในประเทศไว้ก่อน ฮารารี่ มองว่าแนวคิดชาตินิยม (Nationalism) ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะมันทำให้คนในชาติรู้จักแบ่งปันและอยู่ร่วมกัน

แต่เขาก็ไม่อยากให้มีการแบ่งแยก ถึงขนาดต่อต้านคนนอก ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ ความร่วมมือระหว่างชาติต่างๆ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ

เหมือนที่ตอนนี้ทุกชาติพึ่งพาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส และวิธีคลายล็อคดาวน์จากจีน กับชาติอื่นๆที่ผ่านช่วงเวลาของการระบาดมาแล้ว

(อ่านเพิ่มเติม 11 บทเรียนทางธุรกิจจากจีน ในวิกฤตโควิด-19)

คำเตือนถึงมนุษยชาติ

ฮารารี่ มองว่าแม้โควิด-19 จะเป็นวิกฤตใหญ่ แต่เทียบกับการระบาดครั้งใหญ่ๆที่ผ่านมา นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์มีทุกอย่างพร้อมรับมือ

เพราะทุกวันนี้ ความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก ไม่เหมือนในทศวรรษที่ 80 ซึ่งผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์ จะต้องตายหรือถูกปล่อยให้ตาย หรือกาฬโรคที่คนคิดว่าเป็นบทลงโทษจากพระเจ้า

แต่ครั้งนี้ เราใช้เวลาแค่สองสัปดาห์ก็หาคำตอบได้แล้ว นั่นแปลว่าเรามีความพร้อมในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ที่เราขาดไปคือสติปัญญาในการใช้ประโยชน์จากพลังที่เรามี

เพราะปัญหาสำคัญกว่าคือความเลวร้ายที่อยู่ในตัวเรา อย่าง ความโลภ ความเห็นแก่ตัว และความเกลียดชัง ฯลฯ

คำเตือนจาก ยูวาล โนอา ฮารารี่ คือแทนที่จะสร้างความเกลียดชัง มนุษย์ควรหันมาร่วมมือกัน โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความเป็นชาติ เพราะนี่จะไม่ใช่วิกฤตครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแน่นอน

เรียบเรียงจาก

Yuval Noah Harari about the world before, during and after Coronavirus

Yuval Noah Harari on COVID-19’s Impact on Humankind

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า