นักวิจัยชาวจีน เสนอทางเลือกใหม่สำหรับการรับมือปัญหามลพิษ หนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศ ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์พกพา ซึ่งสามารถตรวจจับแหล่งกำเนิดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมลภาวะในอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5

ความท้าทายของจีน

ปัจจุบัน จีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสอง เป็นชาติที่มีการปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก

แต่การถอนตัวของสหรัฐฯ จากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้นานาชาติคาดหวังว่าจีนจะก้าวขึ้นมารับบทบาทผู้นำในการรับมือปัญหามลพิษแทน โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้รับปาก ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ในการหารือที่กรุงปักกิ่ง เมื่อปลายปีที่แล้วว่า จีน จะให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รอมหาอำนาจฝั่งเอเชียในเรื่องนี้ คือ หาก จีน ยอมลดกำลังการผลิตลงเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ก็จะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ในสภาวะถดถอยจากพิษโควิด-19

ด้านกระทรวงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมจีน ยอมรับว่าปัจจัยที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนบางอย่างตามความเหมาะสม แต่จะยังคงปฏิบัติตามแนวทางที่ตกลงไว้กับนานาชาติ โดยหนึ่งในแผนระยะสั้นถึงระยะกลางที่เตรียมไว้ คือการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด สำหรับระบบทำความร้อนในฤดูหนาว และลดการปล่อยมลภาวะจากเครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องตรวจจับแหล่งกำเนิดมลภาวะ

หนึ่งในเครื่องมือที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อรับมือกับปัญหามลภาวะคืออุปกรณ์ตรวจจับ VOCs ขนาดพกพา ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิจัยในประเทศ

เนื่องจาก VOCs เป็นสารตั้งต้นสำคัญของโอโซน และอนุภาค PM2.5 ตัวบ่งชี้สำคัญของมลพิษทางอากาศ แต่เป็นเรื่องยากที่จะตรวจจับด้วยเครื่องมือทดสอบในห้องปฏิบัติการทั่วไป เนื่องจากระยะเวลาที่อนุภาคเหล่านี้ถูกปล่อยและกระจายไปในอากาศนั้นไม่แน่นอน

ขณะที่อุปกรณ์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นนี้ สามารถนำไปติดตั้งบนยานพาหนะต่างๆที่กำลังเคลื่อนที่ โดยข้อมูลที่ถูกรวบรวมได้ จะถูกนำไปใช้ร่วมกับภาพถ่ายทางอากาศเพื่อตรวจหาแหล่งกำเนิดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย แบบเรียลไทม์

ปัจจุบัน อุปกรณ์นี้เริ่มต้นทดลองใช้งานในหลายๆแห่งแล้ว เช่น นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู และ มาเก๊า

ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานว่าคุณภาพอากาศในจีน ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงล็อคดาวน์นั้น ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีก่อน โดยเฉพาะปริมาณ PM2.5 ที่เหลือไม่ถึงระดับ 50 มคก./ลบ.ม. แม้ว่าปริมาณโอโซนจะยังอยู่ในระดับเท่าเดิมก็ตาม

AHEAD TAKEAWAY

ยูวาล โนอา ฮาร์รารี่ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ผู้เขียน เซเปียนส์ กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆนี้ ว่า โควิด-19 จะไม่ใช่วิกฤตครั้งสุดท้ายที่มนุษยชาติต้องเผชิญ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน มองอนาคตโลกหลังโควิด-19 กับ ยูวาล โนอา ฮารารี่ ผู้เขียน เซเปียนส์)

เพราะในความเป็นจริง ปัจจุบันเรามีเครื่องมือพร้อมสำหรับรับมือปัญหาเหล่านี้ไดีดีพอแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายปัญหาบนโลกที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือละเลยที่จะเตรียมพร้อมรับมือ

หนึ่งในนั้นคือปัญหามลภาวะและภาวะโลกร้อน ที่แม้หลายชาติจะพยายามร่วมมือกันแล้ว แต่ยังมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมทั่วโลกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีมานี้

การพยายามลดกำลังการผลิตหรือหาทางเลือกใหม่ๆ เช่นการใช้พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นมาก รวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยควบคุมมลภาวะ และแนวทางต่างๆที่ จีน ซึ่งเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก จนประชากรในประเทศประสบปัญหา ก็น่าจะเป็นแบบอย่างให้กับชาติอื่นๆได้ดี ในการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

เรียบเรียงจาก
Chinese researchers develop mobile device to trace key source of air pollution

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า