หนึ่งในประเด็นล่าสุดของสงครามการค้า(และการเมือง) ระหว่างสหรัฐฯกับจีน คือแรงกดดันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ ByteDance สตาร์ทอัพมูลค่าสูงสุดของโลกจากปักกิ่ง ขายกิจการแอปพลิเคชั่นยอดฮิต TikTok ให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน ภายในวันที่ 15 ก.ย. นี้ โดยมี Microsoft ที่แสดงความสนใจ และยืนยันว่าอยู่ระหว่างการเจรจา

แม้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจาก ByteDance ขณะที่ทางการจีนก็กล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง และเตรียมหามาตรการตอบโต้ เรามาดูกันว่าหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลอย่างไรบ้าง?

ความสนุกที่เป็นภัยต่อความมั่นคง?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา TikTok คือแอปพลิเคชั่นที่มาแรงที่สุด ด้วยการสร้างสถิติมีผู้ใช้งานทะลุหลักพันล้านคนเร็วที่สุด และยังติดอันดับท็อปดาวน์โหลดต่อเนื่องจนปัจจุบัน

แม้แต่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ยังกล่าวว่านี่คือเคสตัวอย่างความสำเร็จของคอนซูเมอร์โปรดักท์แบบดิจิทัลจากจีนที่ไปได้สวยในระดับโลก

แต่ด้วยความที่เป็นแอปพลิเคชั่นจากจีน ทำให้หลายชาติเคลือบแคลงถึงความโปร่งใส เริ่มจากรัฐบาลอินเดียที่สั่งแบนพร้อมกับแอปอื่นๆจากจีนอีกกว่า 50 รายการ ขณะที่ทนายความในญี่ปุ่นก็อยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน

แต่ไม่มีกรณีไหน จะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้เท่ากับคำสั่งจากผู้นำสหรัฐฯ เร่งให้ ByteDance ขายแพลตฟอร์มสุดฮิตแก่บริษัทสัญชาติอเมริกัน ภายใน 45 วัน หากไม่ต้องการถูกแบน

พร้อมเสริมว่าไม่ขัดข้อง ถ้า Microsoft จะเปิดเจรจาและปิดดีลสำคัญนี้

กุญแจไขกลับสู่ตลาดคอนซูเมอร์?

TikTok นั้นเป็นที่จับตาของหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งก็รวมถึง Facebook ที่ต้องการลดกลุ่มอายุผู้ใช้งานลง

แต่กลับเป็นทาง ByteDance ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดย้ายมาตั้งสำนักงานในซิลิคอน วัลลีย์ และดึงพนักงานของบริษัทอเมริกัน อย่าง Snap, Hulu, Apple, YouTube, Amazon ฯลฯ ไปร่วมงานด้วย โดยให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า

(อ่านเพิ่มเติม ByteDance บุกซิลิคอน วัลลีย์ ดูดพนักงาน Facebook)

แต่เมื่อมีแรงกดดันจากผู้นำสหรัฐฯ กลับเป็น Microsoft ที่ประกาศตัวว่าอยู่ระหว่างการเจรจากับ ByteDance แทน ท่ามกลางความงุนงงของทุกฝ่าย

เพราะในระยะหลัง Microsoft นั้นเบนเข็มไปเน้นบริการซอฟต์แวร์ในระดับองค์กรแทน หลังล้มเหลวมาต่อเนื่องในธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักต์ ทั้ง Groove Music, Kinect Xbox, Windows Phone ฯลฯ

นั่นทำให้นักวิเคราะห์หลายๆสำนัก มองว่านี่คือความพยายามของ สัตยา นาเดลลา ที่จะนำ Microsoft กลับมาเล่นในตลาดคอนซูเมอร์อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

คลังข้อมูลผู้บริโภคมหาศาล

กุญแจสำคัญของดีลนี้ คือข้อมูลมหาศาลที่ตัวแพลตฟอร์มถืออยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะถูกส่งต่อให้ทางการจีนนำไปใช้ ซึ่งในบล็อกโพสต์ของ Microsoft ก็รับลูกแบบทันควัน ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ชาวอเมริกัน จะไม่ถูกส่งออกนอกประเทศอย่างเด็ดขาด

และถ้าดีลนี้เกิดขึ้น สิ่งที่ Microsoft จะได้ ก็คือข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับระบบนิเวศของแอนดรอยด์ และ iOS และคุ้นเคยกับ Gmail, Chrome หรือ Google Docs มากกว่าบริการต่างๆของ Microsoft

(อ่านเพิ่มเติม ผลสำรวจเด็กอเมริกันใช้ TikTok มากเกือบเท่า YouTube แล้ว)

เพราะแอปวิดีโอสั้นยอดฮิตตัวนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า การเข้าถึงและเข้าใจความต้องการผู้บริโภคเป็นยังไง ทั้งอัลกอริทึมที่เรียนรู้รสนิยมของผู้ใช้ ผ่านข้อมูลการกดไลค์ คอมเมนต์ และระยะเวลาที่ใช้กับวิดีโอแต่ละคลิป หรือไอเดียการใช้ความจริงเสริม (AR) ที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ ผ่านฟิลเตอร์ในกล้อง หรือโฆษณาต่างๆ

(อ่านเพิ่มเติม บทเรียนจาก TikTok และ Spotify : ทำอย่างไรไม่ให้คู่แข่งแซงหน้าในธุรกิจคุณ)

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ จึงน่าจะช่วยให้ Microsoft เข้าใจคนเจเนอเรชั่นใหม่ๆได้ดีขึ้น และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดบริการและผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกเหนือจากเครื่องมือในสำนักงาน

ตั้งแต่ Xbox, Surface รวมถึงตลาดใหม่อย่าง การให้บริการสตรีมมิ่งเกมผ่านคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ xCloud ที่มีคู่แข่งสำคัญอย่าง Stadia ของ Google

ไหวไหมเมื่อคนใส่สูทผูกไทจะทำตัววัยรุ่น?

ในอดีต Microsoft นั้นเดินเกมพลาดมาแล้วหลายครั้ง สำหรับการเข้าไปบริหารจัดการในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด

เช่น Soapbox แพลตฟอร์มวิดีโอที่ล้มเหลวในการแชร์ตลาดจาก YouTube หรือ Socl ที่แพ้ Facebook นตลาดโซเชียล จนต้องปิดตัวในเวลาไม่กี่ปี

แต่ในยุคของ นาเดลลา นั้น มีตัวอย่างของหลายๆดีล ที่ประสบความสำเร็จด้วยดี

ทั้ง Mojang ทีมพัฒนา Minecraft, LinkedIn โซเชียลเน็ตเวิร์คในแวดวงคนทำงาน และ GitHub ผู้ให้บริการบันทึกข้อมูลบนแพลตฟอร์ม ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดได้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่

นั่นหมายความว่า หากดีลของ TikTok เกิดขึ้นจริง นาเดลลา ก็ยังน่าจะยึดแนวทางนี้ไว้ต่อไป นั่นคือ การรักษาประสบการณ์แบบเดิมที่ยูสเซอร์ได้รับและคุ้นเคย แม้มีความเป็นไปได้ว่าจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นที่ให้บริการในยุโรปและเอเชีย ที่บริหารโดย ByteDance ก็ตาม

แต่นั่นก็ขึ้นกับว่าดีลนี้จะจบแบบไหน ระหว่างการซื้อกิจการของ TikTok ราว 30% เพื่อถือสิทธิ์บริหารแพลตฟอร์มในสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือเป็นไปตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอว่าควรเป็นการเทกโอเวอร์แบบ 100%

แต่ไม่ว่าอย่างไร หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ Microsoft ที่จะได้ประโยชน์เท่านั้น

เพราะผู้นำสหรัฐฯ ก็คงหวังผลทางการเมืองเช่นกัน และคงจะใช้ประเด็นนี้ในการหาเสียง ว่าตนมีบทบาทสำคัญในการเบรคไม่ให้หนึ่งในคอนซูเปอร์โปรดักต์ที่ดีที่สุดจากจีน สามารถครองตลาดในสหรัฐฯได้

เรียบเรียงจาก
WHY MICROSOFT WANTS TIKTOK

Trump reportedly says TikTok has until September 15 to find a US buyer or it will be banned — and that the US Treasury should get payment as part of the sale

Trump Says TikTok Must Sell U.S. Arm by Sept. 15, or Close

After India and US, Japan looks to ban TikTok and other Chinese apps

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า