ในยุคที่ AI เริ่มมีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม มีการประเมินว่าธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงทางอ้อม จะมีมูลค่ามหาศาลถึง 118,600 ล้านดอลลาร์ (3.68 ล้านล้านบาท) ภายใน 5 ปีนับจากนี้

แต่การจะพัฒนาให้ AI มีความสามารถในระดับสูงนั้น จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาลสำหรับการเทรน ซึ่งหนึ่งในอาชีพที่มีบทบาทสำคัญตรงนี้คือ Data labeler หรือคนที่จะมาช่วยจัดระเบียบข้อมูล เพื่อให้ AI นำไปเรียนรู้

หลักการเบื้องต้นของ data labeling คือ ถ้าเราต้องการเทรนให้ AI รู้จักรถยนต์ และเรามีข้อมูลดิบเป็นภาพจำนวนมาก ทั้งที่มีรถยนต์และไม่มีรถยนต์อยู่ด้วย งานของคนกลุ่มนี้ คือการระบุ (label) ภาพแต่ละภาพ ว่าภาพไหนมีรถยนต์อยู่ด้วย

ความน่าสนใจคือ นี่เป็นอาชีพที่คนพิการทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนทั่วไป เพราะมีประสาทสัมผัสพิเศษบางอย่างที่เหนือกว่า แต่หลายครั้งกลับถูกมองข้ามไป

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อตั้ง Vulcan Coalition ธุรกิจเพื่อสังคม โดยคุณนิรันดร์ ประวิทย์ธนา แห่ง AVA Advisor ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยให้คนพิการค้นพบศักยภาพในตัวเอง เพื่อย้อนไปตอบแทนสังคมด้วยงานที่ทำแล้วเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเต๋า ฉัตรวุฒิ วิริยะสุธี หนึ่งในทีมงานเบื้องหลัง ถึงที่มาที่ไป และเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในอนาคต

เทพผู้สร้าง และงานที่คนพิการเก่งกว่า

ภาพ The Forge of Vulcan ผลงานของ ดีเอโก้ เวลาซเกซ

“จริงๆ ชื่อ Vulcan เราได้แรงบันดาลใจจากเทพผู้สร้างในเทพปกรณัมโรมัน เพราะต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่าแม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากให้คนพิการในไทยทำประโยชน์ให้แก่สังคม”

คุณเต๋า ท้าวความถึงที่มาของชื่อ ที่อิงกับ วัลแคน บุตรแห่ง จูปิเตอร์ และ จูโน ซึ่งมีร่างกายไม่สมประกอบ เพราะตกจากสวรรค์ แต่ทดแทนด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จนได้รับการเชิดชูให้เป็นเทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง

จุดเริ่มต้นของ Vulcan มาจากการที่วงการ AI ในไทยเติบโตได้ช้า เพราะมีแต่ข้อมูลดิบ (raw data) แต่การจะนำไปใช้งานจริง ต้องเข้าสู่กระบวนการ data labeling เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ระบุประเภทแล้ว (labeled data) เพื่อให้ AI นำไปเปรียบเทียบ

“ทีนี้ ประเทศไทยมีแต่ข้อมูลดิบ เวลาผมติดต่อกับบริษัทต่างๆ แล้วได้บรีฟว่าอยากให้ AI ช่วยทำแบบนั้นแบบนี้ ผมก็ถามกลับไปว่าเขามี data แล้วหรือยัง ปรากฎว่าเขาไม่เข้าใจ คือไม่มีข้อมูลที่ใช้งานได้ในมือเลย”

“ทีนี้เราก็มองว่าบ้านเรามีแรงงานอยู่เยอะมาก แต่เราเอาคนไปทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มคนพิการ ทางเลือกของเขาก็ยิ่งจำกัด เราก็เลยได้ไอเดียว่าทำไมไม่ให้คนพิการมาช่วยงานด้านข้อมูลแทน”

“เพราะเราลองทำวิจัยแล้วพบว่าคนพิการ ทำ data labeling ได้ดีกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะคนตาบอด ถึงจะมองไม่เห็น แต่จำนวนเซลล์สมองก็มีเท่ากับคนธรรมดา สมองก็เลยโยกส่วนที่ควรจะทำหน้าที่ในการมองเห็น ไปเพิ่มในส่วนของการได้ยินแทน ในเชิงสถิติ คนตาบอดส่วนใหญ่จึงหูดี

“และพอเราทดลองให้คนตาบอดทำงานของเราดู สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือสมาธิเค้าดีกว่าคนทั่วไปมาก คือไม่วอกแวก ทำให้งานที่ออกมา เร็วกว่าและมีคุณภาพมากกว่าปกติ”

ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเฉพาะด้าน

ภาพประกอบจาก Vulcan Coalition

คุณเต๋า ยังเล่าว่าความสามารถเฉพาะทางของคนพิการแต่ละกลุ่ม จะถูกดึงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการมอบหมายงานตามรูปแบบของข้อมูลแต่ละประเภท

“มันจะมี data ทั้งที่เป็นข้อความ รูปภาพ เสียง ชาร์ท ฯลฯ ฉะนั้น ทีมงานแต่ละคนก็จะได้รับมอบหมายให้ทำงานตามถนัด เช่น เสียง สำหรับคนตาบอด ภาพสำหรับคนหูหนวก หรือคนที่อยู่ในกลุ่มออทิสติก ก็จะมีทักษะด้านการจดจำรูปแบบ (pattern recognition) หรือความจำระยะยาว (long term memory) ที่ดีกว่า”

“ยกตัวอย่างกลุ่มข้อความ (text) ก็จะเป็น NLP (Natural Language Processing) ที่เราต้องสอนให้ AI เข้าใจภาษาของมนุษย์ ว่าพาร์ทไหนป็นประธาน กิริยา กรรม ของประโยค อันไหนคือชื่อเฉพาะ ชื่อคน”

“หรือเสียง ที่จะเป็นงานโดยตรงของคนตาบอดเลย ให้ถอดสคริปต์หรือจับว่าอารมณ์ของผู้พูดเป็นอย่างไร ฯลฯ”

โมเดลธุรกิจแบบ win-win

ด้วยความที่ธุรกิจแบบ Vulcan Coalition เป็นเรื่องใหม่มาก การจะจ้างคนพิการมาช่วยงานได้ จึงเกิดขึ้นผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ผ่านเงื่อนไขในกฎหมายจ้างงานคนพิการ

“ตอนนี้เรามีพนักงานทั้งสิ้น 35 คนครับ และก็มีโครงการจะเพิ่มเป็น 200 คนในปีหน้า แต่ก็ต้องขยายแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนที่จะมาทำงานกับเรา ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์ เพราะเราไม่สามารถจ่ายเงินเดือนให้เค้าได้ในตอนแรก”

“ปัจจุบัน เรามีกฎหมายจ้างงานคนพิการอยู่ บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 100 คนจะต้องจ้างคนพิการหนึ่งคน หรือเลือกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคนพิการตามมาตรา 34 หรือใช้มาตรา 35 จ้างเหมาให้เค้าทำงานเพื่อสังคม”

“เราก็เลยได้ไอเดียว่าให้บริษัทสนับสนุนคนพิการให้มาทำงานกับเรา แล้วเราก็ตอบแทนกลับไปด้วยสิทธิพิเศษในการใช้ AI ที่เราพัฒนาขึ้นมา แทนที่จะจ้างคนพิการไปปลูกป่า กวาดลานวัด ซึ่งบริษัทไม่ได้อะไร ถ้าเป็นแบบนี้ คือทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์หมด ทั้งคนพิการมีงานทำ บริษัทได้สิ่งตอบแทนจากเงินที่จ่ายไป สังคมก็จะยกระดับขึ้นตามเศรษฐกิจที่เติบโต”

ประเด็นหนึ่งที่คุณเต๋าย้ำกับทีมงาน AHEAD ASIA เป็นระยะ คือ “อยากให้คนพิการภูมิใจกับงานที่ทำ มากกว่าแค่ทำสิ่งที่คนอื่นมอบให้ เพียงเพราะไม่รู้จะให้ทำอะไร” การเลือกพาร์ทเนอร์ที่จะมาร่วมงาน จึงเน้นไปที่บริษัทซึ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และต้องการนำข้อมูล และ AI ไปใช้งานจริงๆ

“ถ้าเป็นแบบหลัง มันเหมือนสังคมสงเคราะห์น่ะครับ เราก็เลยพยายามติดต่อไปบริษัทที่เน้นนวัตกรรม คือถ้าในอนาคต สิ่งที่น้องๆเหล่านี้ทำมีอิมแพกต์ต่อสังคมจริงๆ มันก็น่าจะดึงความสนใจจากสังคมได้มากขึ้น”

“แรกๆ ผมไม่เคยรู้เลยว่าคนพิการใช้ชีวิตกันยังไง พอมาทำตรงนี้ ผมเข้าใจเค้ามากขึ้น ผมรู้สึกว่าเค้าเก่งจนเราไม่ต้องช่วยเลย บางคนพร้อมจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือสังคมด้วยซ้ำ

“อย่างน้องคนนึงที่ผมรู้จัก เค้าจบ computer science มาจากต่างประเทศ แต่พอกลับมาถึงเมืองไทย ที่เดียวที่จ้างเค้าทำงานคือระบบราชการที่ให้เค้าไปช่วยคีย์ข้อมูล พิมพ์เอกสาร นี่คือสิ่งที่เค้าอึดอัดมาก ผมก็เลยอยากเผยแพร่แมสเซจนี้ออกไปด้วย ว่าเค้าไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ ที่เค้าต้องการคือโอกาส”

AI ไทยในเวทีโลก

และโอกาสที่คนพิการเหล่านี้ได้รับ ก็จะย้อนกลับมาตอบแทนสังคม ในรูปของการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มี AI เป็นกลไกสำคัญ

“เพราะถ้าให้เทียบกับประเทศอื่นๆแล้ว ผมว่าแค่เวียดนาม หรือสิงคโปร์ เรายังสู้ไม่ได้เลยครับ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีคนเก่งนะ แต่เพราะคนเก่งๆของเรา ไปทำงานเมืองนอกกันหมด

“เพราะ data คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับ AI แต่ในไทยไม่มีคนทำเป็นตัวเป็นตน คืออย่างสหรัฐฯ เค้าเป็นประเทศที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ก็เลยมีการจัดเก็บสถิติเก็บข้อมูลเป็นระบบ

“แต่บ้านเราวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ยังค่อนข้างด้อย เรามี data เหมือนกัน แต่ไม่เห็นคุณค่าของมัน แล้วก็ปล่อยทิ้งไป ที่เราพยายามทำคือทำให้ data กลับมามีประโยชน์จริงๆ

“ประเด็นคือผมว่าถ้าเรามีข้อมูลให้เค้าเล่น มีโจทย์ท้าทายให้ทำ เค้าก็พร้อมจะกลับมา อีกอย่างคือในยุคถัดไป เราไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งอุตสาหกรรมก็ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนประเทศให้เป็น research hub รวมนักวิจัยเก่งๆมาอยู่กับเรา ให้เค้าใช้ชีวิตที่นี่ ทำงานที่นี่ เพราะเรื่องอาหารการกิน สภาพแวดล้อมเราได้เปรียบประเทศอื่นๆมาก”

แล้วเราจะไปไหนดี ในวันที่ AI ทำงานได้ดีกว่าคน

แล้วถ้า AI ที่ถูกเทรน สามารถทำงานได้ดีกว่าคนจริงๆแล้ว มนุษย์อย่างเราควรจะไปอยู่ที่ไหนกัน

คำตอบในมุมมองของคุณเต๋า คือมีสองระยะด้วยกัน

“ถ้าว่ากันถึงอนาคตอันใกล้ ในตอนที่ AI ยังแทนที่มนุษย์ไม่ได้ทั้งหมด ผมมองว่าคนที่ต้องเปลี่ยนงาน เพราะเครื่องจักร ก็สามารถกลับมาในระบบ และช่วยกันสร้าง AI ผ่านการทำ data labeling ได้เรื่อยๆ”

“เพราะถ้าพูดกันจริงๆ คนที่ตกงาน ไม่ได้ตกงานเพราะ AI หรอกครับ แต่เพราะเขาไม่สามารถปรับตัวได้มากกว่า”

ขณะที่ปลายทางที่เป็นอุดมคตินั้น คุณเต๋าก็เชื่อว่าเมื่องานทุกประเภทบนโลกสามารถขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ (fully automated) ก็ถึงเวลาที่มนุษย์จะได้มุ่งหน้าไปสู่การทำงานที่สร้างสรรค์อย่างเต็มตัวเสียที

“เราต้องทำความเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจปัจจุับันมันถูกออกแบบขึ้นมาให้คนทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดได้เรื่อยๆ โดยไม่อดตาย แต่เมื่อไหร่ที่ AI เข้ามาในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนั้นแม้แต่การปลูกข้าว ผลิตยารักษาโรควัคซีน สร้างบ้าน หรือการสร้างปัจจัยทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนดูแลอีกต่อไป”

ถามว่าคนตกงานไหม ใช่ แต่ตกงานเพราะเค้าไม่จำเป็นต้องทำงานมากกว่า เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีงาน มันเป็นสังคมในอุดมคติที่คนจะได้ไปทำในสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ ไปทำงานอดิเรก จะไปสำรวจโลก สำรวจอวกาศ แทนที่จะมาทำงานใช้แรงงานอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

อ่านเพิ่มเติม

AI เป็นภัยต่อคนจริงหรือ? มัสก์ หรือ ซัค ที่ ฉัตรวุฒิ วิริยะสุธี Cognitive scientist เห็นด้วย

Universal Basic Income ทางออกของความเหลื่อมล้ำ และทางรอดในยุคหุ่นยนต์ครองเมือง

AI Economist ใช้ปัญญาประดิษฐ์กำหนดนโยบายภาษี พิชิตความเหลื่อมล้ำ

นวัตกรรมเพื่อผู้พิการทางสายตา

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า