Apple เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ด้วยการเป็นบริษัทอเมริกันรายแรกในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีมูลค่า market cap แตะหลัก 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 62.7 ล้านล้านบาท) หลังราคาต่อหุ้นขยับขึ้นไปที่ 466.77 ดอลลาร์ (14,636 บาท) เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนมองเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการต่อยอดธุรกิจไปสู่การให้บริการซอฟต์แวร์ในช่วงที่ผ่านมา

จาก 1 ล้านล้านเป็น 2 ล้านล้านในสองปี

สองปีที่แล้ว ค่ายผลไม้เป็นรายแรกที่มีมูลค่าแตะหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ (31 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือนสิงหาคม 2018 และมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทฯก็เพิ่งมีมูลค่าแซงหน้า Saudi Aramco ธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด

(อ่านเพิ่มเติม หุ้นขยับส่ง Apple บริษัทแรกมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ในประวัติศาสตร์)

และยังเดินหน้าต่อจนสร้างสถิติใหม่อีกครั้ง เมื่อวันพุธ เท่ากับว่าบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว จนแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในเวลาเพียงสองปี แม้ว่าตอนปิดตลาด ราคาต่อหุ้นจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 462.83 ดอลลาร์ (14,515 บาท) จนมูลค่ารวมตกลงมาอยู่ที่ 1.98 ล้านล้านดอลลาร์ (62 ล้านล้านบาท) ก็ตาม

นักวิเคราะห์ชี้โตเร็วด้วยธุรกิจเซอร์วิส-ซอฟต์แวร์

ด้าน เอ็ดเวิร์ด เจมส์ นักวิเคราะห์จาก Logan Purk มองว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Apple ในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ของทีมผู้บริหาร ที่หันไปเน้นธุรกิจซอฟต์แวร์และการให้บริการมากขึ้น

พร้อมยกตัวเลข P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไร) ซึ่งปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 33 ใกล้เคียงกับยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้อย่าง Microsoft ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 36

“ในรอบสี่เดือนหลังสุด ตลาดเริ่มมอง Apple เป็นบริษัทซอฟต์แวร์แทน ธุรกิจบริการของพวกเขากำลังไปได้สวย ซึ่งเป็นผลจากการนำโมเดลสมาชิกมาใช้ และเริ่มขยับใกล้บริษัทใหญ่ๆในโลกซอฟต์แวร์มากขึ้น”

การรีโฟกัสกลยุทธ์ของค่ายผลไม้ในครั้งนี้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ของ ทิม คุก และทีมผู้บริหาร ว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หลังยอดขายของ iPhone เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2015 จนแม้แต่ มาร์ค อันเดรสเซน นักลงทุน VC ยังตั้งข้อสังเกตว่า Apple ในยุคนั้น เหมือน “โรงถลุงเหล็กที่กำลังจะปิดทำการ”

ในรอบสองปีหลังสุด Apple เริ่มหันมาเน้นเปิดบริการสมัครสมาชิกรูปแบบต่างๆมากขึ้น อาทิ Apple News+ (บริการแม็กกาซีนเหมาจ่าย) Apple TV+ (สตรีมมิ่ง) รวมถึง Apple Card (บัตรเครดิตร่วมกับ Goldman Sachs) นอกเหนือจากบริการเดิม อย่าง App Store, Music, AppleCard ฯลฯ

นิค เกราส์ ของ Ark Invest เป็นนักวิเคราะห์อีกรายที่มองว่าทุกวันนี้ iPhone อาจไม่ใช่โฟกัสหลักของค่ายผลไม้อีกต่อไปแล้ว

“การที่พวกเขามีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านได้ ทั้งที่เหมือนเพิ่งไปถึง 1 ล้านล้านแรกไม่นาน แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ ทำได้ดีแค่ไหนในการต่อยอดธุรกิจในแนวตั้ง จากจุดเริ่มต้นที่เป็นฮาร์ดแวร์ มาสู่การเป็นซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน”

(อ่านเพิ่มเติม ยอดขาย Apple Watch ปี 2019 แซงหน้าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส)

ทิม คุก ไม่ใช่ศาสดา แต่มีจุดแข็งของตัวเอง

ย้อนไปในปี 2017 ทิม คุก เคยประกาศเป้าหมายว่าบริษัทฯจะต้องมีรายได้เพิ่มจากปี 2016 เป็นเท่าตัว ภายในสิ้นปี 2020 หรือราว 46,000 ล้านดอลลาร์ (1.4 ล้านล้านบาท) และทำสำเร็จได้ภายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรือก่อนกำหนดถึงหกเดือนด้วยกัน

และเมื่อลงในรายละเอียด จะพบว่าในไตรมาสสองที่เพิ่งสิ้นสุดไป รายได้ของบริษัทราว 22% หรือ 13,160 ล้านดอลลาร์ (412,908 ล้านบาท) มาจากธุรกิจบริการโดยเฉพาะ

ทอม ฟอร์ท นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson ยกเครดิตในเรื่องนี้ให้กับ ทิม คุก ที่แม้จะถูกวิจารณ์บ่อยครั้งเรื่องแนวทางที่ต่างจาก สตีฟ จ๊อบส์ ซีอีโอคนก่อน แต่ก็สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมได้ดี

“สตีฟ จ๊อบส์ จะโฟกัสเฉพาะเรื่องบางเรื่อง และสร้างให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เมื่อตลาดสมาร์ทโฟนมันเริ่มมาถึงจุดอิ่มตัว ผมคิดว่านั่นทำให้ ทิม คุก ทำแบบเดียวกันไมได้ ที่เขาพยายามทำคือย้อนกลับมามองว่ามีอะไรที่ Apple ทำได้ดีบ้าง และก็ลองต่อยอดมันออกไปในรูปแบบต่างๆ”

“บริการต่างๆที่เกิดขึ้นมา น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี มันทำให้ Apple ไม่ต้องจำกัดตัวเองไว้ที่การเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์”

ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผล

นอกจากการต่อยอดธุรกิจแล้ว นักวิเคราะห์ยังมองว่ามีปัจจัยอื่นๆเสริมที่ทำให้มูลค่าหุ้นของ Apple เติบโตได้เร็วด้วย หนึ่งในนั้นคือข้อสังเกตที่ว่าหุ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นกลับเติบโตขึ้นในช่วงวิกฤตนี้ เห็นได้จากมูลค่าของ Amazon หรือ Tesla ที่ไปได้สวยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน Apple ก็มักจะย้อนกลับมาช้อนซื้อหุ้นบริษัทคืนเป็นระยะ เฉพาะในปี 2020 นี้ บริษัทฯซื้อหุ้นคืนคิดเป็นมูลค่าถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ (1.5 ล้านล้านบาท) ถัดจาก 75,000 ล้านดอลลาร์ (2.35 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2019 และ 100,000 ล้านดอลลาร์ (3.13 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2018

อีกปัจจัยที่ จอห์น วินห์ นักวิเคราะห์ของ KeyBanc คือนี่เป็นช่วงเวลา hype ของบริษัทฯ ก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย โดยคาดว่าเราอาจได้เห็น iPhone รุ่นที่ใช้งาน 5G ได้ภายในปีนี้

อ่านเพิ่มเติม
iPhone as a service : Apple ผุดไอเดียขายพ่วงคิดค่าบริการรายเดือน

เรียบเรียงจาก
Apple’s $2 trillion value is proof that Tim Cook’s services plan worked

Apple becomes first U.S. company to reach a $2 trillion market cap

Apple surpasses Saudi Aramco to become world’s most valuable company

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า