จากม็อบที่ฮ่องกง สู่แฮชแท็ก #BlackLivesMatter ในสหรัฐฯ จนถึงการชู 3 นิ้วของ “เยาวชนปลดแอก” ฯลฯ เราจะเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างของการชุมนุมในยุคปัจจุบัน

นั่นคือการขับเคลื่อนของผู้เข้าร่วม ตั้งอยู่บนแนวคิดแบบกระจายอำนาจ (decentralized) ที่เป็นหลักการของเทคโนโลยีแห่งอนาคต อย่าง บล็อกเชน และ สกุลเงินดิจิทัล มากกว่าจะยึดติดกับแกนนำที่เป็นบุคคลอย่างในอดีต จนน่าจะนำไปสู่แนวทางใหม่ของการชุมนุมเรียกร้อง และแสดงออกทางการเมืองในอนาคต

กระจายอำนาจ หัวใจของบล็อกเชน

วิธีการรวมอำนาจหรือรวมศูนย์ (centralized) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีข้อดีคือความง่ายในการบริหารจัดการ แต่หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบถึงเครือข่ายทั้งหมด

เช่นในแง่ของการจัดเก็บข้อมูล ถ้าทุกอย่างถูกรวมไว้ในเซิร์ฟเวอร์เดียว หากถูกแฮ็ค ก็จะได้รับความเสียหายทั้งระบบ

หรือในแง่การปกครอง คนที่อยู่ภายนอกก็อาจไม่รู้ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า “คนกลาง” หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้ดูแลศูนย์กลางอยู่นั้น ปกปิดธุรกรรมหรือทำอะไรไปแล้วบ้าง

แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจ (decentralized) จึงเน้นไปที่การแก้ปัญหานี้ ด้วยการแบ่ง/ส่งต่ออำนาจในการตัดสินใจไปสู่คนหมู่มาก

เพราะเมื่อทุกคนเป็นศูนย์กลาง และมีอำนาจในการตัดสินใจแต่ละเรื่องด้วยตัวเอง การตรวจสอบระหว่างกันก็จะทำได้ง่ายกว่า และเห็นภาพชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินใจแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร

บล็อกเชน ก็เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดมาจากแนวคิดนี้ นั่นคือแต่ละหน่วยมีลักษณะเป็นบล็อก (block) ที่เป็นศูนย์กลางในตัว และเชื่อมต่อกันแบบห่วงโซ่ (chain) แต่ละหน่วยสามารถยืนยันธุรกรรมร่วมกันได้ ในลักษณะที่เรียกว่า smart contract โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอีกต่อไป

ทุกวันนี้ เราเริ่มเห็นการนำบล็อกเชนมาใช้งานจริงมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มการเงิน ทั้งสกุลเงินดิจิทัล (cryptocurrency) หรือกลุ่มธนาคารที่ใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างกัน เพื่อลดต้นทุนในการให้บริการ

ถึงตรงนี้ เราน่าจะพอเห็นภาพคร่าวๆมากขึ้น ว่าเมื่อทุกหน่วย(หรือบุคคล) มีความเป็นศูนย์กลางในตัวเอง จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน

การขับเคลื่อนเพื่อยกเลิกการรวมอำนาจและคนกลาง โดยกลุ่มคนหลากหลายที่มีความคิดเป็นเอกเทศ อย่างที่เกิดขึ้นกับม๊อบฮ่องกง การชุมนุมในสหรัฐฯ หรือการเคลื่อนไหวของเยาวชนปลดแอก จึงนำไปสู่การชุมนุมประท้วง โดยไม่มีแกนนำเป็นตัวตน (leaderless rebellion)

ชุมนุมโดยไร้แกนนำ

Leaderless rebellion ไม่ใช่เรื่องใหม่ซะทีเดียว เพราะมีตัวอย่างการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ให้เห็นแล้วหลายกรณี

เช่น Occupy Wall Street เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ในปี 2011 ที่เริ่มจากบทสนทนาทางโทรศัพท์ของกลุ่มเอ็นจีโอ Adbusters และนำไปสู่การสร้างแฮชแท็ก และบัญชีบน Twitter

แต่สามารถดึงนักเคลื่อนไหวมารวมตัวกัน ณ จุดนัดพบได้มากถึง 200 คนในครั้งแรก และกลายเป็นกระแสต่อเนื่องไปในอีกหลายประเทศ

หรือเมื่อเร็วๆนี้ คือการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนมากขึ้น ในนาม Extinction Rebellion หรือ XR ซึ่งมีผู้ไม่พอใจการเพิกเฉยวิกฤตนี้ ตอบรับเข้าร่วมหลักแสนคน

สตีฟ ทูซ หนึ่งในออร์แกไนเซอร์ที่ร่วมจัดกิจกรรมให้กลุ่ม XR ให้ทรรศนะถึงการที่สามารถรวบรวมผู้คนจำนวนมากได้ ทั้งที่ไม่มีแกนนำเป็นบุคคลสำคัญ เพราะคนเหล่านี้ มีเป้าหมายหรือความเชื่อบางอย่างที่ตรงกันมากกว่า

“การกระจายอำนาจเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีอำนาจในมืออย่างเต็มที่ ผมมองว่านี่คือเหตุผลที่ดึงดูดให้คนเข้าร่วมการประท้วงกับเราจำนวนมาก เพราะพวกเขาเบื่อหน่ายกลุ่มที่ถืออำนาจ รวมถึงโครงสร้างที่แบ่งแยกชนชั้นอยู่แล้ว”

อีกจุดเด่นของการชุมนุมแบบไร้แกนนำคือ การมีอิสระว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ การไม่ถูกบังคับให้เข้าร่วม กลายเป็นว่าคนเหล่านี้พร้อมให้ความร่วมมือ ตราบใดที่แก่นของการประท้วงตรงกับความเห็นของตัวเอง

จุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข

แต่ใช่ว่าการนำแนวคิดกระจายอำนาจแบบบล็อกเชน มาใช้กับการชุมนุมในปัจจุบัน จะไม่มีช่องโหว่เลย เพราะการที่ต่างคนต่างมีอำนาจในการตัดสินใจของตัวเอง ทำให้ม็อบยุคใหม่ขาดฉันทามติ (consensus)

หรือแนวปฏิบัติในการตัดสินใจ ว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่แม้ทุกคนจะไม่ได้เห็นพ้อง 100% แต่ก็ไม่มีคนคัดค้าน

ขณะที่ บล็อกเชน นั้นมีการเขียนอัลกอริทึม เป็นเงื่อนไขให้ทุก node ตกลงด้วยฉันทามติชุดเดียวกัน เพื่อดำเนินงานต่อ

ผลที่ตามมาคือ หลายๆครั้ง เราถึงได้เห็นการเคลื่อนไหวของผู้เข้าร่วมบางส่วนที่หลุดประเด็น เช่นกรณีของการใช้โดรนในกลุ่ม XR

หรือที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือการแบนสปอนเซอร์ของสื่อยักษ์ใหญ่รายหนึ่งที่เริ่มต้นได้อย่างทรงพลัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มมีการหลุดประเด็นไปยังเรื่องอื่นๆ ทำให้พลังของสารที่ต้องการสื่ออ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด

อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และป๊อปคัลเจอร์

อีกลักษณะเด่นของผู้เข้าร่วมในม็อบเหล่านี้ คือเป็นกลุ่มคนที่โตมากับวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต และสมาร์ทโฟน ที่ทีมงาน AHEAD ASIA ขอเรียกว่าเป็น Touchscreen native

คนเหล่านี้เกิดและโตมาในบริบทที่ต่างจากคนยุค baby boomer หรือ Gen X คุ้นเคย

เทียบกับคนรุ่นก่อนในช่วงอายุเดียวกัน Touchscreen native เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วกว่า เพราะมีเครื่องมือทางเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับ

การรับรู้ที่ “เข้าถึงได้ทันที” และไม่ยึดติดกับตัวบุคคลมากเท่ากับสถิติและข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า จึงต่างจากคนรุ่นก่อน ที่ค่อยๆเปลี่ยนผ่านจาก แอนะล็อกสู่ดิจิทัล และเชื่อว่าทุกสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอน “ถูกต้องเสมอ”

การวัดผลของคนในรุ่นนี้ จึงแสดงออกในรูปของยอดไลค์หรือยอดแชร์ เพราะเท่ากับได้รับการตัดสินในระดับหนึ่งแล้ว ว่าเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก โดยไม่จำเป็นว่าต้นทางของความเห็นหรือข้อมูลนั้นมาจากใคร

ความคล่องแคล่วในการใช้สมาร์ทโฟน เพื่อแสดงตัวตนและมุมมอง เช่นถ่ายวิดีโอ ไลฟ์สดเพื่อเป็นหลักฐาน ตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความเห็นแบบไม่เผยตัวตน ตกลงแผนการชุมนุม ฯลฯ

ยังขยายไปสู่วิธีคิดที่แตกต่างในการสร้างคอนเทนต์เพื่อดึงดูดความสนใจให้การชุมนุมแต่ละครั้งเป็นไวรัล ด้วยการจับโยงการเมืองกับสิ่งที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้

เหมือนที่ หฤษฎ์ มหาทน นักเขียนไลท์โนเวล โพสต์ในเพจ Starless Night – Harit Mahaton ถึง #วิ่งกันนะแฮมทาโร่ และอีกหลายๆการชุมนุมของเด็กยุคนี้ ไว้ว่า ม็อบปัจจุบันมีสภาพเหมือนกับการเกิดมีม การส่งต่อ และการผลิตมีมใหม่

“ทุกวันนี้แค่มีไอเดีย นัดวันเวลา ลงแฮชแท็กในทวีต คนก็มากันได้ ไม่ต้องมีการจัดตั้ง ไม่ต้องมีค่ารถ ไม่ต้องเตรียมข้าว ไม่ต้องเตรียมเต้น ถ้าเคยเป็นสตาฟงานกีฬาสีของโรงเรียนสักหน่อย ก็มีโนว์ฮาวหมดแล้วว่า พอคนมารวมกันต้องทำอะไรบ้าง มันเป็นการนำเสนอสิ่งที่อยู่ในโลกออกไลน์ออกมาบนโลก”

ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

แต่ความท้าทายที่รอม็อบยุคใหม่ก็ยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งจากฝ่ายผู้มีอำนาจ หรือแม้แต่ภายในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเอง

แม้อินเทอร์เน็ตกับสมาร์ทโฟน จะเป็นอาวุธสำคัญของคนกลุ่มนี้ แต่ก็ยังช่องโหว่ขนาดใหญ่อยู่

หลังมีตัวอย่างการสกัดกั้นจากภาครัฐให้เห็น ทั้ง อิหร่าน ที่มีคำสั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต 90% ในประเทศ หรือรัสเซียที่เตรียมระบบเครือข่ายภายใน สำหรับรองรับแผนตัดขาดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากโลกภายนอก รวมถึงการสั่งแบน Telegram แอปพลิเคชั่นสื่อสารแบบเข้ารหัส

หรือความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเองที่อาจเกิดขึ้น เพราะการสร้างแรงกดดันด้วยวิธีนี้ อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล จนอาจทำให้บางคนที่ต้องการเห็นผลรวดเร็ว เลือกใช้วิธีก้าวร้าวจนล้ำเส้นการประท้วงอย่างสงบ

ทูซ ยกตัวอย่างความพยายามของสมาชิก XR บางรายที่ต้องการใช้โดรนขึ้นบินเพื่อรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในสนามบินฮีทโธรว์

หรือการที่ผู้ประท้วงคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนหลังคารถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอน จนสร้างความไม่พอใจให้กลลุ่มผู้สัญจร ว่าทั้งสองกรณีส่งผลเสียกับภาพลักษณ์ของการประท้วงมากกว่า

ทางออกของเรื่องนี้ คือผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ต้องยึดมั่นกับหลักการเบื้องต้นให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าการแสดงออกอย่างก้าวร้าวนี้เป็นเรื่องของคนส่วนน้อย และ “ไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่”

ซึ่ง คาร์น รอสส์ ผู้เขียนหนังสือ The Leaderless Revolution: How Ordinary People Will Take Power and Change Politics in the 21st Century เชื่อว่า การชุมนุมประท้วงในลักษณะนี้ จะพัฒนาไปสู่ความเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ๆได้ในอนาคต

AHEAD TAKEAWAY

จากการแลกเปลี่ยนความเห็นกันในหมู่ทีมงาน AHEAD ASIA ประเด็นหนึ่งที่เราเห็นตรงกัน คือเป็นไปไม่ได้ที่คนจากยุคออฟไลน์ หรือเคยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะยึด mindset ที่ตัวเองคุ้นเคย มาใช้ตัดสินม็อบในยุคนี้

ทั้งในแง่ของความเชื่อ (เชื่อในสิ่งที่ถูกสอนตามๆกันมา vs เชื่อในข้อมูลที่ค้นเจอ) การตัดสินใจเคลื่อนไหว (ถูกโน้มน้าวโดยผู้นำทางความคิด vs ไม่เชื่อมั่นในระบบเดิมๆ และต้องการเปลี่ยนแปลง)

หรือแม้แต่รูปแบบการเคลื่อนไหวที่ฉีกไปจากการชุมนุมแบบเดิมๆ

ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานป๊อปคัลเจอร์ลงไปเพื่อเพิ่มสีสันแบบกลุ่มเยาวชนปลดแอก แบบ ‘ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์’ หรือ #วิ่งกันนะแฮมทาโร่

ความคล่องตัวของการนัดชุมนุม #เลิกเรียนไปกระทรวง ที่ใช้เวลาเพียง 48 ชั่วโมง นับแต่มีการทวีตโยนหินถามทางครั้งแรกในแอคเคาท์ @BadStudent_ ของกลุ่มนักเรียนเลว เมื่อ 17 สิงหาคม และมีการรีทวีตต่อไปกว่า 7 พันครั้ง จนสื่อมวลชนทุกแขนงต้องไปรวมตัวกันทำข่าวที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ

หรือการดึงสกุลเงินหลักของประเทศออกจากระบบไปเป็นบิทคอยน์ (ซึ่งมีพื้นฐานของการกระจายอำนาจเช่นกัน) ของกลุ่มผู้ประท้วงในเวเนซุเอลา เพื่อลดอำนาจของธนาคารและสถาบันการเงิน เพราะในทางปฏิบัติ สกุลเงินหลักของประเทศก็คือหนึ่งในเครื่องมือของการรวมศูนย์เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ

ทั้งที่ในความเป็นจริง คนรุ่นก่อนหน้าควรจะดีใจ ที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับแค่ปัญหาส่วนตัว แต่สนใจความเป็นไปของประเทศ และพยายามนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อหาทางออกไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และให้การสนับสนุนด้วยซ้ำ แทนที่จะใช้รูปแบบเดิมๆด้วยการพยายามกดไว้ หรือใช้กำลังปราบปราม ซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับทุกฝ่าย

และควรตระหนักว่า ช่องว่างที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้จากจุดยืนทางการเมืองหรือช่องว่างระหว่างวัยเท่านั้น หากแต่เป็นช่องว่าง ที่เกิดจากการเติบโตขึ้นมาในบริบททางเทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ต่างกันด้วย ซึ่งหากผู้ใหญ่ ไปตัดสิน หรือประเมินเขาจากเลนส์ของตนเอง ย่อมไม่มีทางเข้าใจเลนส์ที่พวกเขามองมายังสิ่ง หรือสถานการณ์เดียวกัน

เรียบเรียงจาก

How Bitcoin points to the future of decentralized protest

FACTS ABOUT OCCUPY WALL STREET

Decentralized Democracy: The Blockchain Promise

Don’t Use Bridgefy for Messaging at Protests

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า