ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลายคนที่เคยใช้เส้นทาง MRT ผ่านสถานีพหลโยธิน น่าจะเคยผ่านตาอุโมงค์ Art Gallery ใต้ดิน ที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ยอดฮิตจาก LINE STICKERS ในแคมเปญ JOIN THE JOY ให้สายถ่ายรูปได้ไปเก็บภาพเป็นที่ระลึกตลอดความยาวกว่า 100 เมตรกันบ้างแล้ว

จากจุดขายในช่วงเริ่มต้นที่ทำให้ LINE แตกต่างจากแอปพลิเคชั่นส่งข้อความอื่นๆ ทุกวันนี้ สติกเกอร์ เติบโตจนเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมจากความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องจับตา

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย ถึงแคมเปญนี้ ที่เป็นการรวบรวมผลงานครีเอเตอร์ไทย กว่า 180 คน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อๆไป และก้าวต่อไปของคาแรกเตอร์ยอดฮิตเหล่านี้ ที่จะไม่ได้หยุดแค่หน้าจอสมาร์ทโฟนอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของ JOIN THE JOY

“แคมเปญนี้ เกิดขึ้นเพราะเราต้องการยกระดับประสบการณ์แบบ Immersive Virtual Journey ที่รวมทั้งออนไลน์กับออฟไลน์ไว้ด้วยกัน ให้อุโมงค์ Art Galley นี้ทำหน้าที่เป็น Virtual LINE Store ให้คนที่เดินผ่านไปมาสนใจ และถ้ามีคาแรกแตอร์ตัวไหนที่เค้าชอบ ก็สามารถสแกน QR Code ซื้อสติกเกอร์หรือเมโลดี้ที่ถูกใจได้ทันที”

“เราจัดแคมเปญนี้ขึ้นเป็นอีกอีเวนท์ แยกจากการแจกรางวัล Best Selling เพราะอย่างหลังเป็นงานแบบ exclusive ทำให้คนทั่วไปไม่ได้เข้าร่วม แต่อันนี้เป็นในลักษณะ Family Hangout ให้คนที่ชอบคาแรกเตอร์พวกนี้ไปถ่ายรูป”

“เราตั้งใจว่าจะพยายามจัดขึ้นทุกๆปี ก็หวังว่าผลงานพวกนี้จะเป็นตัวจุดประกายให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ๆเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานบ้าง เผื่อว่าวันนึง งานของเค้าจะได้มาโชว์ที่นี่เหมือนรุ่นพี่ๆ”

LINE STICKERS เรื่องเล่นๆ ที่ไม่ใช่เล่นๆ

ปัจจุบันกลุ่ม LINE CREATORS MARKET หรือครีเอเตอร์ผู้สร้างสรรค์สติกเกอร์จากคาแรกเตอร์ต่างๆ ในตลาดไทย มากถึง 646,000 คน หรือโตจากปีที่ผ่านมาถึง 64% และมีสติกเกอร์จากครีเอเตอร์กลุ่มนี้ มากถึง 3.2 ล้านชุด

“จริงๆการสร้างคาแรกเตอร์ นี่เป็นอุตสาหกรรมด้านการสร้างสรรค์ที่ค่อนข้างใหญ่ นอกเหนือไปจาก ภาพยนตร์/โทรทัศน์/ดนตรี และก็ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“มันเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนที่มีหัวศิลปะ เพราะสำหรับครีเอเตอร์หลายๆคนแล้ว นี่คือแหล่งรายได้ระดับที่เลี้ยงดูตัวเองหรือครอบครัวได้

“ที่น่าสนใจคือ ยูสเซอร์ที่เข้าไปเลือกซื้อสติกเกอร์ในร้านค้า อาจจะไม่รู้เลยว่านี่เป็นครีเอเตอร์คนไทย ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน เพราะคุณภาพฝีมือครีเอเตอร์คนไทยนั้นดีมาก”

ก้าวต่อไปที่อยู่นอกจอของ LINE STICKERS

จากคาแรกเตอร์ที่ปรากฎอยู่เฉพาะในแอปพลิเคชั่น ทุกวันนี้ เราได้เห็น เจ้าหมี Brown รวมถึงเพื่อนๆ ในหลากหลายรูปแบบ ทั้ง merchandise ต่างๆ ไปจนถึงเกมและแอนิเมชั่นด้วย ซึ่งนั่นคือเป้าหมายต่อไปที่ LINE ประเทศไทยต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น

“ตัวคาแรกเตอร์พวกนี้ นอกจากจะเป็นสติกเกอร์แล้ว ก็ยังสามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆได้ด้วย เพราะเรื่องการสร้างสรรค์ ครีเอเตอร์ไทยเราหลายๆคนไม่ได้เป็นรองญี่ปุ่นหรือไต้หวันเลย แต่ในเรื่องการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ สองชาตินั้นเค้าพัฒนาไปไกล จนเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก และก็ขยายออกนอกประเทศได้สำเร็จ”

“ส่วนหนึ่งมันอาจจะเกิดจากการที่เราไม่มีคนช่วยส่งเสริมธุรกิจนี้ เราก็เลยเกิดความคิดว่าจะทำให้เป็นอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมมากขึ้น”

“คือการดูแลครีเอเตอร์และก็คาแรกเตอร์ของเค้า ในรูปของการทำ licensing ช่วยผลักดันให้คาแรกเตอร์พวกนี้กลายเป็นสินค้า อาจจะเป็นของชำร่วย เมอร์แชนไดส์ต่างๆ หรือแอนิเมชั่น สำหรับขายทั้งในและต่างประเทศ ก็จะเริ่มให้เป็นรูปธรรมภายในปีนี้”

“ถ้าเราสร้างตลาดให้เกิดขึ้นได้ ทีนี้ ครีเอเตอร์ก็ไม่ได้เพียงแค่สร้างคาแรกเตอร์มาเป็นสติ๊กเกอร์แล้วก็จบไป เค้าก็สามารถสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมนี้แข็งแรง”

“มันก็คือการทำ talent management เหมือนค่ายเพลงทำกับศิลปิน คอยหางาน ช่วยโปรโมท ดูแลเรื่องไลเซนส์ให้ แบบครบวงจร”

ตลาดที่ไม่ติดโควิด และกลุ่มเป้าหมายตัวจริง

ขณะที่หลายๆอุตสาหกรรมถูกแช่แข็งเพราะโควิด-19 คอนเทนต์ และบริการอื่นๆที่ขึ้นกับโลกออนไลน์กลับไม่ได้รับผลกระทบจากตรงนี้ ตรงกันข้าม กลับเติบโตขึ้นด้วยซ้ำ

“มูลค่าตลาดสติกเกอร์ตอนนี้ ในภาพรวมยังโตอยู่ ยิ่งมีโควิดเข้ามา ก็ยิ่งทำให้การสื่อสารออนไลน์เพิ่มขึ้น จนแซงหน้าการพูดคุยแบบออฟไลน์”

กลุ่มเป้าหมายหลักของ LINE STICKERS คือกลุ่มผู้หญิง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับผู้ชาย ในอัตราส่วนประมาณ 70-30 เลยทีเดียว

นั่นหมายถึงคาแรกเตอร์ที่ได้รับความนิยม ก็ต้องมีความน่ารักและสีสันที่สดใสเป็นหลัก แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆเสริมเช่นกัน

“นอกจากเรื่องลายเส้นที่ถูกใจ ก็ยังต้องเน้นที่เป็นตัวแทนของผู้ใช้ด้วย เพราะลูกค้าของเราใช้สติกเกอร์ เพื่อ enrich communication เพิ่มรสชาติให้กับการพูดคุย”

“อีกเรื่อง คือ context ในสังคม สติกเกอร์มันตอบสนองเรื่องเหล่านี้ หรือศัพท์วัยรุ่นได้ไว ถ้าครีเอเตอร์รายไหนทำตรงนี้ได้เร็ว ก็มีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น”

อีกปัจจัยที่ส่งผล คือช่วงเทศกาลต่างๆ อย่าง ปีใหม่ สงกรานต์ วาเลนไทน์ วันแม่ ฯล ซึ่งได้รับการยืนยันว่าช่วยให้ยอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น

“เพราะกลุ่มคู่รักและครอบครัว เค้ามองว่าสติ๊กเกอร์จะต้องมีความพิเศษกว่าแบบที่มีแจกหรือให้ใช้ฟรี ตรงนี้เรื่องของราคาจะไม่ค่อยมีผลกับการตัดสินใจของผู้ซื้อเท่าไหร่ เพราะเค้าเต็มใจที่จะจ่าย คือบางครั้ง สติกเกอร์ราคาถูก แต่ไม่ถูกใจ คนก็ไม่ซื้อนะครับ” คุณนรสิทธิ์ ย้ำว่าความชอบคือเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อ”

หนึ่งในตัวอย่างน่าสนใจที่ถูกยกขึ้นมา คือ “สติกเกอร์เฉพาะคนรวย” ที่ครีเอเตอร์ไทยรายหนึ่งทำขึ้นมา ในช่วงโควิด โดยในชุดมีสติกเกอร์แค่ 8 แบบ แต่ตั้งราคาขายสูงสุด คือ 150 บาท แต่สามารถขายได้ เพราะมีรูปแบบเฉพาะตัวที่ถูกใจกลุ่มลูกค้า

เป้าหมายต่อไปของ LINE ประเทศไทย

เมื่อพูดถึงเป้าหมายต่อไป คุณนรสิทธิ์ มองว่าในธุรกิจ B2C นั้น สินค้าและบริการต่างๆที่เป็นคอนเทนต์ออนไลน์ ยังสามารถขยายออกไปได้อีกมาก ซึ่งนั่นก็คือแนวทางที่บริษัทฯ จะก้าวต่อไป

“ในแง่กลยุทธ์แล้ว ตัวคอนเทนต์ออนไลน์ ที่ผู้บริโภคพร้อมจะซื้อ จริงๆมันมีอยู่ไม่กี่รูปแบบหรอกครับ เราก็จะพยายามลองไปเพื่อดูว่าเข้าสู่ตลาดได้มั้ย

“การเปิด LINE MELODY ก็ถือเป็นก้าวแรกที่เราจะไปลองจับคอนเทนท์ด้านเพลงหรือดนตรี จริงๆ มันไม่ใช่ธุรกิจใหม่เลย มันคือเสียงรอสายแบบที่เราคุ้นเคย แต่เปลี่ยนตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้การโทรผ่าน LINE เพิ่มขึ้น

และก็จะขยายต่อไปในอนาคต ส่วนจะเป็นสตรีมมิ่งรึเปล่า ตรงนั้นเป็นเรื่องของโมเดลธุรกิจ ซึ่งเราอาจจะเปิดฟรีแล้วเน้นไปที่การโฆษณาแทนก็ได้

และในอนาคต เราก็จะขยายไปพื้นที่อื่นๆด้วย ที่ไม่ใช่ สติกเกอร์ ไม่ใช่เพลง ไม่ใช่วิดีโอ เพราะธุรกิจ B2C ยังโตได้อีก หลังเราเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ออนไลน์ในช่วงโควิด ว่ามันสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว”

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า