ดราม่าเรื่อง REIT ศรีพันวา ที่ ประกันสังคม ไปลงทุนตอนนี้มีเยอะมาก ผมขออนุญาตไม่ออกความเห็นว่าการเลือกลงทุนใน REIT ดังกล่าวเป็นเรื่องถูกหรือผิด เพราะผมไม่รู้กระบวนการ due diligence ของประกันสังคม

แต่เห็นคนสนใจเรื่องกองทุนประกันสังคม ผมเลยอยากพูดถึงความเสี่ยงที่กองทุนประกันสังคม (ทั่วโลก) จะต้องเจอในอนาคต เผื่อต่อยอดความคิดของหลายๆ คนที่กำลังให้ความสนใจเรื่องการลงทุนของประกันสังคมมากขึ้นในช่วงนี้

(ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เมื่อก่อนไม่เคยมีใครสนใจเลย ว่าประกันสังคมจะเอาเงินไปลงทุนอะไร ทั้งๆ ที่จริงๆ เงินในนั้นก็เงินพวกเราทั้งนั้น)

ถ้าผมจะเริ่มเรื่องนี้ ต้องบอกว่า ปัญหาของประกันสังคม มันเริ่มต้นจาก aging society ครับ…

ระเบิดเวลาที่รอวันทำงาน

เรื่องของ aging society นั้นถูกพูดถึงกันมานานแล้ว อ้างอิงจากเว็บไซต์ populationpyramid ประมาณการกันว่าในปี 2100 ประชากรไทยจะลดจำนวนลงจาก 68 ล้านคนมาอยู่แถวๆ 40 ล้านคน (-41%) ส่วนญี่ปุ่น ประชากรจะลดจาก 127 ล้านคน เหลือเพียงแค่ 83 ล้านคน (-34%)

ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ประชากรมีจำนวนลดลงเนื่องจากอัตราการเกิดต่ำมากจากค่านิยมของคนยุคใหม่ที่ไม่นิยมการมีบุตร และอัตราการตายต่ำจากพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการแพทย์

ขณะที่ประเทศในกลุ่มแอฟริกากลับมีอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างประชากรในอนาคตเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันมากในแต่ละทวีป

ลองคิดภาพนะครับว่า ในประเทศพัฒนาแล้วคนวัยแรงงานไม่มีงานทำ ทำให้รัฐบาลขาดรายได้จากการเก็บภาษี รวมไปถึงรายได้ของระบบประกันสังคมก็จะขาดหายไปอย่างมาก

แถมยังต้องเจอกับปัญหาเรื่องการเพิ่มปริมาณของประชากรวัยเกษียณ เมื่อคนเกิดน้อยลง แถมตกงาน รัฐขาดรายได้ แต่ตรงกันข้ามคนวัยเกษียณกลับเพิ่มขึ้น

Social Security Trust Fund ของสหรัฐอเมริกาเริ่มเกิดอาการกระแสเงินสดติดลบมาตั้งแต่ปี 2010 (รายได้ที่เก็บจากประชากรวัยแรงงาน น้อยกว่ารายจ่ายที่จ่ายให้กับประชากรวัยเกษียณ ทำให้เกิดงบประมาณขาดดุล) และแนวโน้มว่ากองเงินประกันสังคมขนาด $2.7 ล้านล้านเหรียญ อาจจะหมดเกลี้ยงเหลือ 0 ภายในปี 2030

(ซึ่งจริงๆ แล้วการประมาณการนี้ยังไม่ได้คำนวนความเร่งของพัฒนาการเทคโนโลยีที่จะทำให้ประชากรวัยแรงงานตกงานมากขึ้นในสิบปีข้างหน้านี้นะครับ)

วิบากกรรมซ้ำกองทุนประกันสังคมของประเทศพัฒนาแล้วอีกต่อหนึ่ง ก็คือเงินกองกลางที่ประกันสังคมเก็บเอาไว้ จำเป็นจะต้องหาผลตอบแทนที่ความเสี่ยงต่ำ ส่วนใหญ่กองทุนประกันสังคมจึงมักจะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลในรูปแบบของการซื้อพันธบัตร

ประกันสังคมของสหรัฐเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ให้กับรัฐบาลมานาน ถือพันธบัตรสหรัฐอยู่เป็นสัดส่วนคือเกือบ 100% ของเงินกองทุน..!! ($2.7 ล้านล้าน) เป็นเจ้าหนี้อันดับ 1 ของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนหนี้ประมาณ 14.4% ของมูลหนี้ $19 ล้านล้านเหรียญ มากกว่าปริมาณพันธบัตรสหรัฐที่ญี่ปุ่นกับจีนถือรวมกันเสียอีก..!!

(แต่ในระยะยาวถ้ารัฐบาลสหรัฐยังผลาญเงินเป็นกระดาษแบบนี้ FED จะกลับกลายมาเป็นเจ้าหนี้อันดับ 1 แทน)

แต่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ในระดับที่บางประเทศอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเข้าขั้นติดลบไปแล้ว (สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, เยอรมนี) นั่นหมายความว่า เจ้าหนี้อย่างประกันสังคม ไม่เพียงแต่จะได้ผลตอบแทนต่ำลงเรื่อยๆ ยังจะเจอสถานการณ์ที่เงินต้นลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบซะอีก

และนี่เป็นระเบิดเวลาก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในระบบประกันสังคมของประเทศพัฒนาแล้วแทบทุกประเทศ

รายได้น้อยลงฮวบฮาบ รายจ่ายเพิ่มขึ้นปรี้ดๆ แถมเงินกองกลางที่มีก็ผลตอบแทนต่ำติดดิน ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ระบบประกันสังคมของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกก็จะเข้าสู่ภาวะล้มละลายในที่สุด

(ประมาณการกันว่าระบบประกันสังคมของสหรัฐจะล้มละลายภายในไม่เกิน 10-20 ปีข้างหน้านี้แล้ว)

ระบบประกันสังคมจะรอดได้ยังไง..?

a. หาทางเพิ่มรายได้..? อันนี้ยากมากถึงมากที่สุด ในเมื่อคนไม่มีงานทำ ประกันสังคมจะสร้างรายได้จากไหน

b. หาทางลดรายจ่าย..? อันนี้พอเป็นไปได้บ้าง ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ต้นทุนการรักษาพยาบาลอาจจะลดลงเป็นเงาตามตัว แต่ก้างขวางคอชิ้นใหญ่คือ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในเซกเตอร์ healthcare แทบทั้งหมดไม่ใช่องค์กรการกุศล และคงจะไม่ช่วยรัฐในการลดต้นทุนได้ง่ายอย่างที่คิด

c. หาทางเพิ่มผลตอบแทนของกองทุน..? อันนี้จะมาพร้อมกับความเสี่ยง นั่นก็คือการที่กองทุนประกันสังคมจะทิ้งพันธบัตรรัฐบาล และโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ผลตอบแทนน่าจะสูงกว่า เช่น หุ้น หรือหุ้นกู้เอกชน

ตัวอย่างของทางออกนี้ มีให้เห็นแล้วในปี 2014 กองทุนประกันสังคมของประเทศญี่ปุ่น (GPIF: Government Pension Investment Fund) ที่มีขนาดกองทุน $1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลดการถือพันธบัตรรัฐบาล และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นจาก 12% เป็น 25% หรือย้ายไปถือหุ้นถึง 1 ใน 4 ของกองทุน!! (และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ Nikkei วิ่งขึ้นมาเยอะมากในช่วง 2014-2015)

แต่แน่นอนว่าการตัดสินใจทางเลือกนี้ย่อม ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ให้กับกองทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าตลาดหุ้นพัง นั่นหมายถึงเงินของประชาชนจะหายไปทันที

(Nikkei มี market cap ลดลงเกือบ 30% ในช่วงปลายปี 2015 ถึงกลางปี 2016 แน่นอนว่าเงินกองกลางของ GPIF ก็ลดลงตามไปด้วยไม่มากก็น้อย)

เราลองมาดูสมการกันว่า b = a + c ถ้าเกิด a ลดลงเร็วกว่า b ยังไงแล้วทางเลือกเดียวก็คือต้องเพิ่ม c ให้ได้

ในทางทฤษฏีถ้าจะเพิ่มผลตอบแทนของกองทุน มีแค่สองทางครับ ก็คือ ทิ้งพันธบัตร หรือเพิ่มผลตอบแทนให้พันธบัตรใหม่ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรืออาจจะต้องทำทั้งสองทาง

ความน่ากลัวของประกันสังคมของไทยคือ เราดันมีโครงสร้างประชากรแบบประเทศพัฒนาแล้ว (aging society) แต่ดันมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบประเทศกำลังพัฒนา นั่นแปลว่าในอนาคตเราจะมีคนวันชรามากขึ้นเต็มประเทศ โดยที่ส่วนใหญ่ยังจนอยู่ นั่นก็หมายถึงพวกเขาต้องพึ่งพาประกันสังคมมากขึ้น เพราะไม่มีเงินเก็บ ปัญหาของเราจึงมีแนวโน้มหนักกว่าประเทศพัฒนาแล้วมากๆ

Bloomberg เคยวิเคราะห์ไว้ว่า ประกันสังคมไทยมีโอกาสที่จะล้มละลายในอีกไม่เกิน 14 ปีหลังจากนี้ เตรียมใจกันไว้ซักนิดนะครับ ว่าประกันสังคมที่เราส่งเงินทุกเดือนอาจจะไม่เหลือเงินมาเลี้ยงดูเราตอนเราเกษียณ ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ปวดหัวกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย

อ่านเพิ่มเติม

ส่องอนาคตโลก Finance ปี 2030 เมื่อ Baby Boomer ถึงคราวเกษียณ

นักวิเคราะห์เตือนเศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามรอยญี่ปุ่น

Our guest contributor: นิรันดร์ ประวิทย์ธนา นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิจัยด้าน Cognitive Science ผู้ก่อตั้ง Ava Alpha Lab ศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเงินและการลงทุน Market Anyware ฟินเทคสตาร์ทอัพด้านการลงทุน และ AVA Advisory ปัญญาประดิษฐ์แนะนำการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า