จากสตาร์ทอัพสุดฮอตแห่งปี Nikola ผู้ผลิตรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าและไฮโดรเจน อาจเป็นอีกตัวอย่างของการปั่นราคาเกินจริง ซ้ำรอย WeWork หลัง Bloomberg อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิด ว่า เทรเวอร์ มิลตัน มีพฤติกรรมหลายอย่างที่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นบางส่วนไม่ไว้วางใจ

อีลอน มัสก์ ก๊อปปี้โชว์

มิลตัน ผู้ก่อตั้ง และอดีตประธานกรรมการบริษัทฯ คือเป้าหมายหลักในการโจมตีของที่ปรึกษาการลงทุน Hindenberg Research และสื่อต่างๆเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

เพราะแม้เจ้าตัวจะเป็นที่ชื่นชมของนักลงทุนในเรื่องวิสัยทัศน์ มีสไตล์การพูดที่ดึงดูด และเล่นกับทวีตได้ดี (จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ อีลอน มัสก์) แต่ Fidelity Investments กลุ่มนักลงทุน ซึ่งให้การสนับสนุน Nikola Corp. มาตั้งแต่ช่วงแรก มองเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

และก็เป็นทาง Fidelity ที่พยายามล็อบบี้ทุกฝ่าย เพื่อให้ มิลตัน ยอมลงจากตำแหน่งซีอีโอ ก่อนทำ IPO เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าตัวจะลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการอีกหนึ่งตำแหน่ง เมื่อกลางเดือนกันยายน

อะไรบ้างที่ทำให้ มิลตัน ไม่น่าไว้ใจ?
มีหลายประเด็นที่ Fidelity มองว่าทำให้ มิลตัน ไม่เหมาะจะเป็นซีอีโอของบริษัท หากต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในภายหลังก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะแม้เจ้าตัวจะถอนตัวแล้ว การที่เรื่องเหล่านี้ถูกเปิดเผยในภายหลังก็ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯไม่น้อย

  • การเรียนไม่จบระดับมัธยม ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าตัวทวีตเอง แต่อธิบายว่าสอบวุฒิเทียบเท่าแล้ว ตามด้วยการดร็อปกลางคันจากมหาวิทยาลัย
  • ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศโดย ออเบรย์ สมิธ ญาติของตัวเอง ซึ่งระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1999 ขณะเธออายุ 15 ส่วน มิลตัน อายุ 17 ซึ่งเรื่องนี้ มิลัน ได้ให้โฆษกส่วนตัวปฏิเสธแทนแล้ว
  • ก่อนก่อตั้ง Nikola มิลตัน เคยทำสตาร์ทอัพด้านพลังงานทดแทนในชื่อ dHybrid มาก่อน นำเสนอเทคโนโลยีเครื่องยนต์สองระบบ (ดีเซล + เทอร์ไบน์ที่ใช้แก๊สธรรมชาติ) ซึ่งได้สัญญาว่าจ้างจาก Swift Transportation Co. แต่ภายหลังมีเรื่องฟ้องร้องกัน โดย Swift กล่าวหาว่า dHybrid ติดตั้งเครื่องยนต์ดังกล่าวให้รถไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา ก่อนที่คดีนี้จะถูกยกฟ้องเมื่อปี 2015
  • ดึงเพื่อนและคนในครอบครัว เข้ามามีตำแหน่งใน Tesla ทั้งที่ไม่ตรงสายงาน เช่น เทรวิส มิลตัน น้องชายที่รับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านไฮโดรเจนและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีหลักฐานที่ระบุว่ามีประสบการณ์ด้านนี้ ขณะที่รายงานจาก Hindenberg ระบุว่า เทรวิส เป็นผู้รับเหมาเทปูน) หรือ บิล พ่อของทั้งคู่ที่มีชื่อในบอร์ดบริหาร ก่อนถูกบีบให้ลาออก ก่อนการทำ IPO
  • มีการเตรียม stock options จำนวน 3 ล้านหุ้น ไว้ให้เครือญาติ ทั้ง เทรวิส น้องชาย และ แลนซ์ พี่ชายของพ่อ

รถพลังไฮโดรเจนที่ไม่มีเซลล์ไฮโดรเจน

นอกจากพฤติกรรมของ มิลตัน แล้ว ประเด็นเรื่องเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน ที่เจ้าตัวอ้างว่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมนี้ แบบเดียวกับที่ Tesla เคยทำ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการประโคมโอ่เกินจริง โดยเฉพาะเรื่องเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ที่ มิลตัน คุยว่าไม่มีบริษัทไหนออกแบบและพัฒนาได้มาก่อน แต่ที่จริงแล้ว ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานจริงนั้น ถูกซื้อมาจากซัพพลายเออร์ชื่อ Robert Bosch Gmbh. ในเยอรมนี

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน ก็มีรายงานจาก Bloomberg ที่ย้อนกลับไปตรวจสอบวิดีโอสาธิตรถต้นแบบ Nikola One เมื่อปี 2016 พบว่าระบบพลังงานไฮโดรเจนยังใช้งานไม่ได้จริง และขาดชิ้นส่วนสำคัญไปหลายชิ้น โดยเฉพาะ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน

แต่ มิลตัน อ้างว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกถอดออก ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

“ไม่มีเซลล์เชื้อเพลิงในรถบรรทุกคันนั้น เราไม่เคยพูดด้วยซ้ำว่ามี (There wasn’t a fuel cell in the truck. We never claimed there was.)”

ดีลที่ GM ไม่เสียเปรียบ

แม้จะไม่ใช่การลวงโลกชนิดจับเสือมือเปล่าแบบ Theranos แต่การถูกเปิดโปงข้อมูลเหล่านี้ ก็กระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯอย่างหนัก

ราคาหุ้น NKLA เมื่อวันจันทร์ เหลือเพียง 18.55 ดอลลาร์ หรือตกลงตอน IPO 45% ส่วน market cap ที่เคยพุ่งไปสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ (951,300 ล้านบาท) ก็ลดลงเหลือ 7,000 ล้านดอลลาร์ (220,000 ล้านบาท) ยังไม่นับเรื่องที่ทำให้บริษัทฯถูกหน่วยงานรัฐฯ ทั้งกระทรวงยุติธรรมและก.ล.ต. สหรัฐฯ เข้ามาตรวจสอบว่าเข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่

โชคดีในโชคร้ายของ Tesla แห่งรถบรรทุก คือดีลกับ BP Plc ที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ในแผนการตั้งสถานีเติมไฮโดรเจน และ General Motors ที่จะเข้ามาถือหุ้น 11% จะได้ไปต่อ

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าเหตุผลที่ GM พร้อมเดินหน้าดีลนี้ต่อ ไม่ใช่เพราะต้องการเทคโนโลยี (ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง) แต่มีแรงจูงใจอื่นๆมากกว่า

ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า ในทางเทคนิค เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ของ GM นั้นดีกว่า Nikola ด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่ GM ต้องการคือ แผนพัฒนารถหัวลาก (semi-truck) ของอีกฝ่าย การเข้าถึงตลาดทุนที่ Nikola มีอยู่ รวมถึงรายได้จากการผลิตรถกระบะ Badger ที่มีออเดอร์เข้ามาแล้ว

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม รถปิคอัพ Badger จะใช้แบตเตอรี่ Ultium ของ GM ส่วนรถหัวลากจะใช้ fuel cell ที่พัฒนาโดย GM และ Honda Motor

ส่วนบทบาทของ Nikola ถูกวางไว้ที่การรวบรวมเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อนำมาติดตั้ง ทั้งในปิคอัพ Badger และรถหัวลาก

ในรายงานยังระบุว่าดีลนี้ GM ได้หุ้นของ Nikola 11% โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลย และยังมีรายได้เพิ่มจากเทคโนโลยีของตัวเองด้วย ซึ่งในกรณีเลวร้ายที่สุดที่สตาร์ทอัพรายนี้ล้มเหลวจริง GM ก็แทบจะไม่เสียอะไรเลย

ส่วนทางฝั่ง Nikola นั้น หากไม่ต้องการถูกตีตราว่าล้มเหลวหรือลวงโลก ก็ต้องฝากความหวังไว้กับ สตีฟ เกอร์สกี รองประธาน GM ที่ปัจจุบันรับบทประธานกรรมการ และ มาร์ค รัสเซลล์ ซีอีโอคนปัจจุบัน ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้นั่นเอง

เรียบเรียงจาก
NKLA Founder Milton’s Fall Reveals What His Backers Feared

NKLA Founder Exaggerated the Capability of His Debut Truck

We View NKLA’s Response As a Tacit Admission of Securities Fraud

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า