สตีฟ บอลเมอร์ อดีตซีอีโอ Microsoft มั่นใจ Apple, Amazon, Facebook และ Google ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาผูกขาดทางการค้า จากคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา จะไม่ถูกปรับโครงสร้างให้มีขนาดเล็กลง ตามข้อเสนอในรายงานของพรรคเดโมแครต แม้อาจนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายฉบับใหม่ให้รัดกุมขึ้นก็ตาม

ผูกขาดแบบ 4 ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีอีโอของ 4 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เจฟฟ์ เบโซส (Amazon) ทิม คุก (Apple) มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Facebook) และ ซุนดาร์ พิชัย (Google) ต้องเข้าให้การต่อหน้าสมาชิกสภาคองเกรสฯ เพื่อชี้แจงตามข้อกล่าวหาทำธุรกิจโดยผูกขาดการค้าและกีดกันการแข่งขัน ดังนี้
  • Amazon ผูกขาดทางธุรกิจ และมีอำนาจเหนือคู่ค้าที่เป็น third-party และซัพพลายเออร์บนมาร์เก็ตเพลสของตัวเอง รวมถึงการนำข้อมูลผู้บริโภคไปใช้ เพื่อความได้เปรียบในการทำธุรกิจ
  • Apple ผูกขาดการค้าโดยการกำหนดนโยบายใน App Store สร้างข้อจำกัดทางการแข่งขันแก่คู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้บริการแบบเดียว (เช่น Spotify กับ Apple Music ฯลฯ)
  • Facebook ผูกขาดการโฆษณาออนไลน์ และอุตสาหกรรมโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเฉพาะประเด็นการเทกโอเวอร์บริษัทอื่นที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกัน (เช่นกรณีซื้อ Instagram)
  • Google ผูกขาดการโฆษณาออนไลน์ เพราะข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีในเสิร์ชเอ็นจิน ทำให้สามารถควบคุมการตลาดดิจิทัล ได้ทั้งจากฝั่งผู้ซื้อโฆษณา และผู้ขายโฆษณา

ปรับโครงสร้างใหม่เพื่อความเท่าเทียม

ในรายงานความหนาเกือบ 450 หน้า ที่รวบรวมข้อมูลจากการไต่สวน สัมภาษณ์ และเอกสารต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ในรัฐสภาของพรรคเดโมแครต ลงความเห็นว่าทั้งสี่ธุรกิจมีอำนาจผูกขาด ที่ต้องได้รับการควบคุมโดยรัฐสภาและฝ่ายบังคับกฎหมาย ซึ่งบางส่วนในข้อเสนอ มีดังนี้
  • แยก/ลดขนาดบริษัทเทคโนโลยี หรือกำหนดโครงสร้างธุรกิจใหม่ ให้บริษัทที่ทำธุรกิจต่างจากบริษัทแม่ แยกตัวออกเป็นอีกบริษัท เช่น YouTube ต้องแยกตัวออกจาก Google หรือ Instagram และ Whatsapp ไม่สามารถเป็นบริษัทลูกของ Facebook ได้
  • การควบรวมกิจการโดยบริษัทใหญ่ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการผูุกขาดทางธุรกิจ และให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่จะควบรวมกิจการกัน แสดงหลักฐานว่าดีลที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบการแข่งขันทางธุรกิจ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการพิสูจน์
  • ห้ามแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง โดยต้องเสนอเงื่อนไขที่เท่าเทียมกัน สำหรับบริการและสินค้าแบบเดียวกัน
  • บริษัทขนาดใหญ่ต้องปรับบริการของตนให้เข้ากับคู่แข่งอื่นๆ และเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถ่ายโอนข้อมูลได้

ย้อนรอยสงครามเบราเซอร์

กรณีของ 4 ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะย้อนไปในทศวรรษที่ 90 Microsoft ก็เคยถูกตั้งข้อหากีดกันการแข่งขันทางการค้า และพยายามผูกขาดด้วยกลยุทธ์ต่างๆ
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง คือการใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่ บีบให้คู่แข่งในตลาดเบราเซอร์อย่าง Netscape ต้องพ้นทางไป
ย้อนไปในปี 1994 Navigator ของบริษัท Netscape คือเบราเซอร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 80%
ขณะที่ Microsoft ก็หวังที่จะรวม Navigator เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ Windows แต่ได้รับการปฏิเสธ
ผลที่ตามมาคือ Microsoft หันไปพัฒนาเว็บเบราเซอร์ของตัวเอง ในชื่อ Explorer โดยใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Windows โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และบีบให้บริษัทอื่นๆ ใช้เป็นเบราเซอร์หลัก เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Navigator แทน
ด้วยความที่ Windows เป็นระบบปฏิบัติการหลักของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเกือบทั้งโลก และ Windows นั้นถูกรวมไว้ใน OS สำหรับใช้งานฟรี สุดท้าย Explorer ก็ชิงส่วนแบ่งตลาดเบราเซอร์จาก Navigator ได้สำเร็จ และ Netscape ต้องถอนตัวจากการแข่งขันในที่สุด
แม้ Microsoft จะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ แต่ก็มีผลกระทบตามมา เมื่อศาลมองเห็นว่าบริษัทฯ มีเจตนาใช้การขายพ่วง เพื่อกีดกัน หรือกำจัดคู่แข่งจากตลาด จนสามารถผูกขาดตลาด จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับบริษัทฯ ซึ่งกินเวลานานหลายปี
และ บิล เกตส์ ก็ยอมรับในภายหลังว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ ทำให้บริษัทฯ ไม่ได้หันไปโฟกัสการพัฒนาระบบ Windows Mobile มากพอ จนถูกแอนดรอยด์แซงหน้าขึ้นเป็นผู้นำในระบบปฏิบัติการมือถือไปในที่สุด
อ่านเพิ่มเติม

ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ : คำแนะนำจากสตีฟ บอลเมอร์

ด้าน สตีฟ บอลเมอร์ อดีตซีอีโอ Microsoft ระหว่างปี 2000-2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ เกตส์ ต้องทิ้งงานบริหารไปสู้คดี ก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเหล่านั้น
“ผมกล้าเดิมพันเลยว่าจะไม่มีการปรับโครงสร้างบริษัทพวกนั้น แล้วกรณีของแต่ละบริษัทก็ไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย การเรียกพวกเขามารับฟังพร้อมๆกัน ภาพที่ออกมาอาจจะดูอลังการ แต่จริงๆไม่จำเป็นเลย”
“ที่ผมได้เรียนรู้จากคดีที่เราผ่านมา คือต่อให้ธุรกิจที่ทำดูเหมือนสอดคล้องกับกฎหมาย 100% แต่ถ้าเกิดมีส่วนไหนทำให้คนมองว่ามันคือการผูกขาดแล้ว ชีวิตคุณจะเจอเรื่องยุ่งยากขึ้นมาทันที”
“คำแนะนำจากผมก็คือให้ความร่วมมือตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าผมเป็นซีอีโอของบริษัทพวกนั้น ผมจะบอกกับสภาฯเลยว่าออกกฎหมายมาเลย ผมจะได้รู้ต้องทำยังไงต่อ”
“ส่วนเรื่องการเข้าซื้อกิจการของบริษัทอื่นๆจะเปลี่ยนไปรึเปล่า ผมเชื่อว่ามันน่าจะเกิดขึ้นนะ”
เรียบเรียงจาก
AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า