ถ้าคุณมีแผนที่จะทำ สตาร์ทอัพ เพราะเห็นโอกาสใหม่ๆ ในยุค New Normal แบบนี้ ลองมารับฟังคำแนะนำ จากพิพัฒน์ พิเชฐจำเริญ ผู้ก่อตั้ง Classwin ที่มีประสบการณ์ตรงในแวดวงสตาร์ทอัพบ้านเรามายาวนาน เพื่อให้คุณรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเจอกับอะไร และรับมือกับเรื่องเหล่านั้นอย่างไร

จริงๆ ตอนแรกผมจะตั้งชื่อว่า “กับดักสตาร์ทอัพไทย” ผมคิดอยู่นาน พอๆ กับที่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม เพราะกลัวว่าทัวร์จะลงซะก่อน เอาเป็นว่า ขอเขียนแบบเอาประสบการณ์ส่วนตัวและเพื่อนๆ ที่ทำ สตาร์ทอัพ มาแชร์เหมือนเป็นจิ้งจกทัก จุ๊ๆ ก่อนใครจะเริ่มทำสตาร์ทอัพ ในปี 2021 ที่จะถึงนี้แล้วกันนะครับ มาเริ่มข้อแรกกันเลย

#1
เริ่มทำสตาร์ทอัพ โดยไม่มี Unfair Advantage

เป็นเรื่องที่ดี ที่เราเห็นปัญหาต่างๆ รอบตัวและเรามีวิธีการดีๆ ในการแก้ไข แต่ถ้าเราไม่ได้มีประสบการณ์ที่อยู่ในสายงานนั้น มันยากมากๆ ที่จะให้ใครเชื่อ หรือลงทุนในสตาร์ทอัพของคุณ สิ่งที่คุณคิดไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ามี Unfair Advantage หรือสิ่งที่ทำให้คุณได้เปรียบในการเริ่มทำธุรกิจใหม่ คุณจะไม่เหนื่อยมาก และไม่ใช้เวลามากจนเกินไปในการเริ่มต้น
ยกตัวอย่าง Unfair Advantage ในที่นี้ ก็อย่างเช่น
  • คุณมีประสบการณ์ในสิ่งนั้นมาก่อน
  • คุณต่อยอดจากธุรกิจเดิม หรือธุรกิจที่บ้าน
  • คุณเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทที่เกี่ยวข้อง

หรือถ้าไม่มี Unfair Advantage อย่างน้อยๆ ก็ต้องมียอดขายหรือลูกค้าบ้างแล้ว ถึงควรจะไปคุยกับนักลงทุนนะ (ดูตัวอย่างจากรายการ Shark Tank ได้)

คำแนะนำ: พ.ศ. นี้แล้ว ถ้าไม่มี Unfair อย่าหาทำนะ

#2
ตั้งทีมโปรแกรมเมอร์เอง

ถ้าคุณทำสตาร์ทอัพ การมีทีมโปรแกรมเมอร์ของตัวเองมันก็ดีอยู่ครับ (กรรมการเวทีสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ชอบ) แต่คุณเชื่อไหม ว่าสตาร์ทอัพในขั้น idea stage ส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่มีแม้แต่แอปพลิเคชั่น ที่พอเป็นตัวต้นแบบออกมาด้วยซ้ำ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ้างโปรแกรมเมอร์ที่ยังมีฝีมือ หรือเวลาไม่เพียงพอต่อการพัฒนาแอปของคุณ (โดยเฉพาะการไปจ้างฟรีแลนซ์ที่มีงานประจำอยู่แล้วมาทำให้) หรืออีกอย่างนึง คุณเองก็ยังมีตัวสเปคงานที่งงๆอยู่ จนโปรแกรมเมอร์ทำงานตามที่คุณอธิบายไม่ได้ และนี่คือค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจคุณ

คำแนะนำ: ผู้ก่อตั้งควรใช้ Adobe XD หรือ Figma ให้เป็น จะได้เห็นภาพรวมของแอปเราทั้งหมด ตัวโปรแกรมเมอร์เวลาทำงาน ก็จะได้ไม่งงด้วย หรือจ้างซอฟต์แวร์เฮาส์ลองทำฟีเจอร์เล็กๆให้ดูก่อน ถ้าดีก็จีบเป็นแฟนเลยนะ ต้องอยู่กันอีกนาน

#3
ไม่รู้จัก UX ของลูกค้าคุณ

ถ้าอ่านหัวข้อนี้แล้ว คุณมีคำถามว่า UX คืออะไร ดีใจด้วยครับ คุณได้คำตอบแล้วว่าคุณยังไม่ต้องรีบทำสตาร์ทอัพ และเงินทุนยังอยู่ในบัญชีของคุณอย่างปลอดภัย

ผมเองยอมรับจากใจว่าเคยพลาดในเรื่องนี้ เสียทั้งเวลาและต้นทุนในการพัฒนาโดยไม่จำเป็น (แต่ผมดื้อ เลยยังทำต่อ) ด้วยความหวังดี ผมจะไม่เขียนว่ามันคืออะไร หวังว่าคุณจะเอาคีย์เวิร์ดนี้ไปค้นหา และศึกษาเองนะครับ

คำแนะนำ: ดูแอปพลิเคชั่นจากต่างประเทศหลายๆแอป มาปรับใช้ อย่าเรียกว่าก๊อปปี้นะ เค้าเรียกว่า “แรงบันดาลใจ”

#4
จับมือกับ Corporate เร็วเกินไป

เมื่อคุณทำสตาร์ทอัพไปสักระยะนึง คุณมักจะได้รับเกียรติ ให้ไปออกบูธรายการใดรายการนึง (แม้คุณจะไม่พร้อม) ซึ่งจะมีบริษัทต่างๆ ส่งคนมาสำรวจตลาดสตาร์ทอัพ ว่ามีอะไรน่าสนใจชวนไปทำงานสักอย่างด้วยกัน ในแง่นึง เป็นโอกาสดีที่น่าคว้าไว้ แต่ถ้าสตาร์ทอัพของคุณ ไม่ได้วางแผนสำหรับ B2B มาแต่แรกล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

POC (Proof of Concept) เป็นโอกาสดีที่ Corporate จะหยิบยื่นให้ แต่นั้่นหมายความว่า คุณจะต้องมีทีมโปรแกรมเมอร์ที่พร้อมจะมาดัดแปลงแอปพลิเคชั่นของคุณ ให้สามารถทำงานร่วมกับ Corporate นั้นๆได้ และแน่นอนว่า “มันยังไม่ได้เงิน” จนกว่าจะใช้งานได้จริง ถึงจะเริ่มนับ 1 กัน ฉะนั้น คำนวณเงินในกระเป๋าให้ดีว่าไหวไหม มีทีมใหญ่พอจะที่จะดูแลทั้ง B2B และ B2C หรือเปล่า

คำแนะนำ: ใครจะว่าอ่อนแอก็แพ้ไป ก็ช่างมันเถอะ

#5
ได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อก่อนหลายๆ หน่วยงานมักจะมีการจัดบูทแคมป์ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับสตาร์ทอัพ ที่จะเจอเมนทอร์ หรือกรรมการสตาร์ทอัพ ที่มีประสบการณ์สุง ในการให้คำแนะนำว่าคุณควรจะไปทางไหนอย่างไร แต่คำถามคือ คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าคำแนะนำนั้นถูกต้อง คอมเมนต์นั้นมาจากคนที่มีความรู้เชิงลึก หรือได้ศึกษาในสิ่งที่คุณกำลังทำมามากน้อยแค่ไหน อย่าลืมว่าเค้าฟังคุณพิทช์งานแค่ 5 นาทีเองนะ ผมไม่ได้บอกให้คุณดื้อ แต่ให้คิด วิเคราะห์ แยกแยะก่อน

น่าเศร้าตรงที่ หลายคนพอเจอเมนทอร์ หรือกรรมการตัดสินว่าสิ่งที่ทำมันไม่เวิร์ค หรือพอไม่ได้รับ funding ก็ท้อและตัดสินใจเลิกไปซะก่อน ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะเชื่อ คือข้อมูลจากการสำรวจ วิจัย และคำให้การจากคนที่น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าตัวจริง (potential customer) ในปริมาณที่มากพอให้คุณตัดสินใจว่าจะแก้ไข หรือตัดใจไม่ไปต่อจริงๆ

คำแนะนำ: ให้คิดซะว่าถ้าหมอตรวจว่าคุณเป็นโรคร้าย คุณไม่ควรตรวจที่โรงพยาบาลเดียว

 

มาถึงตรงนี้ ผมว่าแค่ 5 ข้อนี้ก่อน (ซึ่งจริงๆมีอีกเยอะ) เอาเป็นว่าขอให้คุณตั้งใจ มุ่งมั่น บนแผนการที่ดี ก็มีทางประสบความสำเร็จแบบหลายๆคนแน่นอน

ปี 2020 เป็นเหมือนปีที่เราได้เรียนรู้ปัญหาว่าจะมีอะไรบ้างในปีถัดไป (ส่วนตัวคิดว่าระลอก 2 มาแน่) ซึ่งที่ไหนมีปัญหา ที่นั่นย่อมมีสตาร์ทอัพ และโดยส่วนตัว ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในเส้นทางนี้นักหรอก ผิดพลาดมาก็เยอะ แต่หวังว่าบทความนี้ จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพอย่างปลอดภัยนะครับ Cheers!

 

Our guest contributor

พิพัฒน์ พิเชฐจำเริญ หรือ คุณอั๋น มีประสบการณ์ในการทำสตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซ ที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันเปิด บริษัท วิศวะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด รับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้กับสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ๆ และบริษัทเอกชนมามากมาย รวมถึงทำสตาร์ทอัพด้านการศึกษา Classwin ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการ Launch product ให้ออกสู่สาธารณะ และยังรับตำแหน่งกรรมการของ 2 สมาคม ไทยไอโอที และโปรแกรมเมอร์ไทย อีกด้วย ติดตามความเคลื่อนไหวของคุณอั๋น ได้ที่ www.facebook.com/aunpipat ครับ

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า