Internet of Things หรือ IoT คือหนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่ออุปกรณ์และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ถูกเชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อตอบสนองต่อฟีเจอร์ใหม่ๆในการดำรงชีวิตของเรา

IoT คือ?

Internet of Things คือคำที่ใช้นิยามอุปกรณ์ทั่วไป (นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน) ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพื่อรับส่งข้อมูล เช่น หลอดไฟที่สามารถเปิดปิดได้ ผ่านคำสั่งจากแอปพลิเคชั่น หรือเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว
แนวคิดนี้เริ่มถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 แล้ว โดย เควิน แอชตัน ศาสตราจารย์จาก MIT เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ เพื่ออธิบายหลักการทำงานของระบบ
แต่การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะเทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่มีความพร้อม ทั้งชิปประมวลผล รวมถึงความเร็วของอินเทอร์เน็ต
กระทั่งในปัจจุบัน การนำเทคโนโลยี RFID หรือระบบฉลากระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งมีราคาถูก และประหยัดพลังงาน มาประยุกต์ใช้ในการเชื่อมต่อ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้แนวคิดนี้ขยับใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด Gartner ประเมินว่าในปี 2020 นี้ จะมีอุปกรณ์ IoT เพิ่มขึ้น 5,800 ล้านเครื่อง หรือเพิ่มจากปี 2019 เกือบ 25% ขณะที่ IDC ประเมินว่า เมื่อถึงปี 2025 ทั่วโลก จะมีอุปกรณ์ในกลุ่มนี้ มากถึง 41,600 ล้านเครื่อง

ทำไม IoT ถึงสำคัญกับธุรกิจของคุณ?

เราเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลผู้บริโภคเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจ
เพราะยิ่งการแข่งขันสูงมากเท่าไหร่ การทำความเข้าใจผู้บริโภค โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำมาวิเคราะห์สำหรับวางกลยุทธ์การตลาด ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ ฯลฯ ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น
และในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์ในกลุ่ม IoT ก็จะเป็นแหล่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่สำคัญมาก
มาดูกันว่าในมุมมองของ เบอร์นาร์ด มาร์ นักอนาคตวิทยา ซึ่งเคยร่วมงานกับองค์กรชั้นนำมากมาย เทรนด์ IoT ทั้ง 5 ประเภท ที่จะมีบทบาทสำคัญกับธุรกิจต่างๆ ในปี 2021 มีอะไรบ้าง

#1
เฮลธ์แคร์

จากนี้ไป การนำ IoT มาใช้ในธุรกิจเฮลธ์แคร์ จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ Apple Watch และสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่นๆ กลายเป็นดีไวซ์ที่ใช้กันทั่วไป ขณะที่โควิด-19 ก็ทำให้คนทั่วไปยอมรับการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์(เทเลเมดิซีน) มากขึ้น
สถิติน่าสนใจที่ เบอร์นาร์ด ยกขึ้นมา ก็คือจำนวนผู้ใช้บริการเทเลเมดิซีนในสหรัฐฯ ที่เดิมมีการประเมินไว้ในปีนี้ ว่าจะอยู่ในราว 36 ล้านครั้ง แต่ตัวเลขที่มีการบันทึกไว้เมื่อเดือนเมษายน (ก่อนที่โควิดจะระบาดหนักในสหรัฐฯ) ก็ทะลุไปถึง 200 ล้านครั้งแล้ว
นอกจากนี้ ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม หรือระบุพฤติกรรมผิดปกติ สำหรับติดตั้งภายในบ้าน ก็จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ทั้งในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ต้องกักตัวเพราะความเสี่ยงจากโควิด-19

#2
การทำงานจากบ้านที่มีประสิทธิภาพขึ้น

ในหลายธุรกิจ การทำงานจากบ้านหรือจากระยะไกล เพื่อลดโอกาสการสัมผัสหรือแพร่เชื้อโควิด ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่กำลังพัฒนาให้มีขึ้นในระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ อย่าง Siri หรือ Alexa เช่นการจัดตารางและแจ้งเตือนอัตโนมัติ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่แทรกฟีเจอร์อินเตอร์แอคทีฟอื่นๆลงไป ให้ทำได้มากกว่าแค่พูดคุย
แม้แต่ในอุตสาหกรรมการผลิต หรือโลจิสติกส์ ก็สามารถนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ประยุกต์ได้ เช่น ระบบที่ช่วยให้วิศวกรสามารถควบคุมและตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบอัตโนมัติในโรงงานได้จากระยะไกล

#3
ค้าปลีกยุคใหม่

หลายเดือนมานี้ ค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งมีปัญหาอยู่แล้ว ก็ต้องปรับตัวอย่างหนักเพราะวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนไปจากโควิด รวมถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซ
ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม อาจจะไม่สูญพันธุ์ แต่ก็ต้องพัฒนาไปสู่รูปแบบใหม่ๆ เช่น ลดการสัมผัสให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ เช่น ร้านสะดวกซื้อไร้แคชเชียร์แบบ Amazon Go หรือ ระบบชำระเงินผ่าน QR code และดิจิทัลวอลเลทต่างๆ
อีกเทคโนโลยีที่จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ก็คือ RFID หรือ Radio Frequency Identification เพื่อตรวจจับและเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคภายในร้าน สำหรับนำไปพัฒนาการจัดวางสินค้าบนชั้น ไปจนถึงการเลือกประเภทสินค้ามาสต๊อคและวางขายในสาขานั้นๆ

#4
เมืองอัจฉริยะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

แนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ ถูกพูดถึงและมีการพัฒนามาต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ ทั้งระบบจราจร การขนส่งสาธารณะ มิเตอร์อัจฉริยะเพื่อควบคุมและเก็บข้อมูลการใช้พลังงานในอาคาร ฯลฯ
ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นเรื่องพื้นฐานมากขึ้้น ก็จะถูกนำมาใช้ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ในสังคมและชุมชนต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชน เข้าใจรูปแบบการใช้งานและกิจกรรมของคนในสังคม ผ่านตัวเลขสถิติมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายหรือวางมาตรการใหม่ๆต่อไป

#5
เร็วขึ้นด้วย เอดจ์ คอมพิวติ้ง

เอดจ์ คอมพิวติ้ง ที่มีการประมวลผลทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้อุปกรณ์ IoT ต่างๆอย่างมีอิสระมากขึ้น
จากเดิมที่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ เพื่อวิเคราะห์และประมวล ก็เปลี่ยนมาเป็นประมวลผลด้วยตัวเองแทน นอกจากจะช่วยลดการใช้แบนด์วิธ และค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้ดีไวซ์ต่างๆ ตอบสนองผู้ใช้งานได้รวดเร็วขึ้นด้วย
เรียบเรียงจาก
AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า