IoT

เตรียมรับมือ 5 เทรนด์ IoT ที่จะมีบทบาทสำคัญ ในปี 2021

Internet of Things หรือ IoT คือหนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่ออุปกรณ์และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ถูกเชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อตอบสนองต่อฟีเจอร์ใหม่ๆในการดำรงชีวิตของเรา

IoT คือ?

Internet of Things คือคำที่ใช้นิยามอุปกรณ์ทั่วไป (นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน) ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพื่อรับส่งข้อมูล เช่น หลอดไฟที่สามารถเปิดปิดได้ ผ่านคำสั่งจากแอปพลิเคชั่น หรือเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว
แนวคิดนี้เริ่มถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 แล้ว โดย เควิน แอชตัน ศาสตราจารย์จาก MIT เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ เพื่ออธิบายหลักการทำงานของระบบ
แต่การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะเทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่มีความพร้อม ทั้งชิปประมวลผล รวมถึงความเร็วของอินเทอร์เน็ต
กระทั่งในปัจจุบัน การนำเทคโนโลยี RFID หรือระบบฉลากระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งมีราคาถูก และประหยัดพลังงาน มาประยุกต์ใช้ในการเชื่อมต่อ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้แนวคิดนี้ขยับใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด Gartner ประเมินว่าในปี 2020 นี้ จะมีอุปกรณ์ IoT เพิ่มขึ้น 5,800 ล้านเครื่อง หรือเพิ่มจากปี 2019 เกือบ 25% ขณะที่ IDC ประเมินว่า เมื่อถึงปี 2025 ทั่วโลก จะมีอุปกรณ์ในกลุ่มนี้ มากถึง 41,600 ล้านเครื่อง

ทำไม IoT ถึงสำคัญกับธุรกิจของคุณ?

เราเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลผู้บริโภคเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจ
เพราะยิ่งการแข่งขันสูงมากเท่าไหร่ การทำความเข้าใจผู้บริโภค โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำมาวิเคราะห์สำหรับวางกลยุทธ์การตลาด ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ ฯลฯ ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น
และในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์ในกลุ่ม IoT ก็จะเป็นแหล่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่สำคัญมาก
มาดูกันว่าในมุมมองของ เบอร์นาร์ด มาร์ นักอนาคตวิทยา ซึ่งเคยร่วมงานกับองค์กรชั้นนำมากมาย เทรนด์ IoT ทั้ง 5 ประเภท ที่จะมีบทบาทสำคัญกับธุรกิจต่างๆ ในปี 2021 มีอะไรบ้าง

#1
เฮลธ์แคร์

จากนี้ไป การนำ IoT มาใช้ในธุรกิจเฮลธ์แคร์ จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ Apple Watch และสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่นๆ กลายเป็นดีไวซ์ที่ใช้กันทั่วไป ขณะที่โควิด-19 ก็ทำให้คนทั่วไปยอมรับการปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์(เทเลเมดิซีน) มากขึ้น
สถิติน่าสนใจที่ เบอร์นาร์ด ยกขึ้นมา ก็คือจำนวนผู้ใช้บริการเทเลเมดิซีนในสหรัฐฯ ที่เดิมมีการประเมินไว้ในปีนี้ ว่าจะอยู่ในราว 36 ล้านครั้ง แต่ตัวเลขที่มีการบันทึกไว้เมื่อเดือนเมษายน (ก่อนที่โควิดจะระบาดหนักในสหรัฐฯ) ก็ทะลุไปถึง 200 ล้านครั้งแล้ว
นอกจากนี้ ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการหกล้ม หรือระบุพฤติกรรมผิดปกติ สำหรับติดตั้งภายในบ้าน ก็จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ทั้งในการช่วยดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ต้องกักตัวเพราะความเสี่ยงจากโควิด-19

#2
การทำงานจากบ้านที่มีประสิทธิภาพขึ้น

ในหลายธุรกิจ การทำงานจากบ้านหรือจากระยะไกล เพื่อลดโอกาสการสัมผัสหรือแพร่เชื้อโควิด ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่กำลังพัฒนาให้มีขึ้นในระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ อย่าง Siri หรือ Alexa เช่นการจัดตารางและแจ้งเตือนอัตโนมัติ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่แทรกฟีเจอร์อินเตอร์แอคทีฟอื่นๆลงไป ให้ทำได้มากกว่าแค่พูดคุย
แม้แต่ในอุตสาหกรรมการผลิต หรือโลจิสติกส์ ก็สามารถนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ประยุกต์ได้ เช่น ระบบที่ช่วยให้วิศวกรสามารถควบคุมและตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบอัตโนมัติในโรงงานได้จากระยะไกล

#3
ค้าปลีกยุคใหม่

หลายเดือนมานี้ ค้าปลีกแบบดั้งเดิมซึ่งมีปัญหาอยู่แล้ว ก็ต้องปรับตัวอย่างหนักเพราะวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนไปจากโควิด รวมถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซ
ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม อาจจะไม่สูญพันธุ์ แต่ก็ต้องพัฒนาไปสู่รูปแบบใหม่ๆ เช่น ลดการสัมผัสให้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ เช่น ร้านสะดวกซื้อไร้แคชเชียร์แบบ Amazon Go หรือ ระบบชำระเงินผ่าน QR code และดิจิทัลวอลเลทต่างๆ
อีกเทคโนโลยีที่จะถูกนำมาใช้มากขึ้น ก็คือ RFID หรือ Radio Frequency Identification เพื่อตรวจจับและเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคภายในร้าน สำหรับนำไปพัฒนาการจัดวางสินค้าบนชั้น ไปจนถึงการเลือกประเภทสินค้ามาสต๊อคและวางขายในสาขานั้นๆ

#4
เมืองอัจฉริยะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

แนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ ถูกพูดถึงและมีการพัฒนามาต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ ทั้งระบบจราจร การขนส่งสาธารณะ มิเตอร์อัจฉริยะเพื่อควบคุมและเก็บข้อมูลการใช้พลังงานในอาคาร ฯลฯ
ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นเรื่องพื้นฐานมากขึ้้น ก็จะถูกนำมาใช้ในระดับสเกลที่ใหญ่ขึ้น ในสังคมและชุมชนต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชน เข้าใจรูปแบบการใช้งานและกิจกรรมของคนในสังคม ผ่านตัวเลขสถิติมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายหรือวางมาตรการใหม่ๆต่อไป

#5
เร็วขึ้นด้วย เอดจ์ คอมพิวติ้ง

เอดจ์ คอมพิวติ้ง ที่มีการประมวลผลทรงพลังกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้อุปกรณ์ IoT ต่างๆอย่างมีอิสระมากขึ้น
จากเดิมที่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ เพื่อวิเคราะห์และประมวล ก็เปลี่ยนมาเป็นประมวลผลด้วยตัวเองแทน นอกจากจะช่วยลดการใช้แบนด์วิธ และค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้ดีไวซ์ต่างๆ ตอบสนองผู้ใช้งานได้รวดเร็วขึ้นด้วย
เรียบเรียงจาก
AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
11
Shares
Previous Article
หัวเว่ย

กระทรวงแรงงานจับมือหัวเว่ย ร่วมพัฒนาทักษะดิจิทัลแรงงานไทย

Next Article
EV

คาดผู้ผลิตหั่นราคารถ EV เหลือเท่ารถ ICE ได้ภายใน 4 ปี

Related Posts