หลังตลาดการเงินทั่วโลกอยู่ในแนวบวกช่วงกลางปี แต่ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงในปลายปี สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในฝั่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปแสดงให้เห็นสัญญาณการเติบโตที่ถึงขีดจำกัด เนื่องจากราคาหุ้นร่วงลงจากจุดสูงสุดและเครดิตสเปรด (Credit spreads) หรือส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นมาจากพันธบัตรรัฐบาลถ่างกว้างขึ้น

เราคาดว่าแนวโน้มเหล่านี้จะดำเนินต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ความยากลำบากของเศรษฐกิจ นำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของธุรกิจและเกิดภาวะล้มละลายเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยังรักษาสภาพคล่องในตลาดการเงินจนถึงปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การแทรกแซงของธนาคารกลางครั้งนี้ นอกจากไม่ได้ชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป หรือเยียวยาภาวะล้มละลายแล้ว ยังเป็นการเพิ่มภาระหนี้ยิ่งขึ้

ดังนั้นในมุมมองของเรา สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงจำนวนมาก จึงถูกแยกออกจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และยังคงมีความเสี่ยงที่จะได้รับการจัดการจากการแพร่ระบาดที่ยังคงอยู่

ผลกระทบจากโควิด-19

แม้ว่าจะมีหลายปัจจัยบวกท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ในขณะเดียวกันก็มีเหตุให้กังวล ถึงสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกมีความพยายามที่จะเปิดกว้างภายใต้มาตรการป้องกันที่หลากหลาย

อย่างไรก็ตามเราคาดว่าการแพร่ระบาดจะยังคงมีผลกระทบต่ออุปสงค์มวลรวมทั่วโลก จนกว่าวิกฤตด้านสาธารณสุขนี้จะได้รับการแก้ไข ซึ่งแรงปะทะต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจยังจะเป็นอุปสรรคสำคัญ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาไม่นาน ในหลายภูมิภาคมีสัญญาณอยู่ในระดับคงที่ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ก่อนหน้าที่ดีขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคมและเมษายน แต่ไม่ใช่แนวโน้มการเติบโตที่ทำให้คาดการณ์สำหรับไตรมาสต่อ ๆ ไปได้

เรากังวลว่าสถานการณ์การล้มละลายของธุรกิจจะแย่ลง จากกิจกรรมที่หยุดชะงักในแต่ละเดือน เนื่องจากมีการระบาดอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนทำให้ช่วงเวลากลางวันน้อยลง ประกอบกับอากาศเย็นลง สภาพอากาศแปรปรวนเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่สูงขึ้น จนไปถึงการระงับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนเหมือนถูกบังคับให้อยู่บ้านมากขึ้น

โลกมีแนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น ในมุมมองของเราจากศักยภาพการผ่อนคลายมาตราการอยู่ร่วมกันในแต่ละระยะ รวมถึงการจัดการตลาดการเงินก่อนจะช่วยฟื้นฟูและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในท้ายที่สุด

การเมือง

โลกมีความไม่มั่นคงอยู่แล้วและการแพร่ระบาดของโควิดเข้ามาเพิ่มมิติความซับซ้อนของวิกฤต ความตึงเครียดด้านปัจจัยทางการเมือง การกำหนดนโยบายแตกต่างแหวกแนวและการแบ่งข้างทางการเมืองทำให้ประเทศต่าง ๆ พบกับความยากลำบากในการหาจุดยืนที่จำเป็นร่วมกันในการจัดการกับความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอกในช่วงที่เศรษฐกิจสั่นคลอนอย่างรุนแรงที่สุดในยุคหลังสงครามโลก

ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitical risks) ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน และสหราชอาณาจักร พยายามดิ้นรนเพื่อหาข้อสรุปเงื่อนไขต่าง ๆ จากการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปให้ทันก่อนเส้นตายช่วงสิ้นปี

นอกจากนี้แนวโน้มการทวนกระแสโลกาภิวัตน์หรือ (Deglobalization) ที่มีอยู่ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 จะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นจากวิกฤตครั้งนี้ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับปัญหาด้านสุขภาพ ความมั่นคง และปัญหาภายในประเทศอื่น ๆ การรวมตัวระดับโลกจึงถูกเลื่อนออกไป ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีศักยภาพต่อภาคการผลิตในประเทศและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินในทศวรรษหน้า

อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว จะจ่ายเงินให้กับมาตรการเยียวยาจากการระบาดครั้งใหญ่ได้อย่างไร เนื่องจากทั่วโลกมีภาวะการขาดดุลทางการคลังเพิ่มสูงขึ้น และนำมาซึ่งมาตรการการกระตุ้นครั้งใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้

แต่ความรับผิดชอบในด้านการกำกับดูแลการคลังจะมีความสำคัญต่อภาระหนี้สินในอนาคต นโยบายแตกต่างแหวกแนวเช่น ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory) และการพิมพ์เงินเพื่อชำระหนี้ (Debt Monetization) มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจในแง่การเมืองมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ในขณะเดียวกันจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ที่จะสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่ไม่มีวินัยทางการเงิน ส่งผลให้การตรวจสอบนโยบายในตลาดที่พัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อระบุว่ารัฐบาลใดมีโครงสร้างการคลังที่เหมาะสมหรือมีความสามารถในการจัดการเทียบกับรัฐฯ ที่ไม่มี

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากขึ้นในการประเมินความมั่นคงและแนวโน้มทางเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า การทำงานร่วมกันทางสังคมและการปกครองที่มีธรรมาภิบาลสามารถเร่งหรืออาจฉุดการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดของประเทศได้

น่าเศร้าที่ในช่วงการระบาด เราได้เห็นผลที่ตามมาจากความไม่เข้มแข็งของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG Factors) โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่ขาดความพร้อมรับมือโรคระบาดจากระบบการดูแลสุขภาพที่ไม่ดีพอ และโครงสร้างพื้นฐานที่ด้อยพัฒนาหรือขาดการเตรียมพร้อมจากวิกฤตเศรษฐกิจเนื่องจากความไม่สมดุลทางการคลัง หนี้ในระดับสูงและการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจภายนอก

ประเทศเหล่านี้ได้รับความเสียหายอย่างมากต่อชีวิตและการดำรงชีวิต ในทางตรงกันข้ามประเทศที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมีสถาบันการเงินที่เข้มแข็งกว่า มีหนี้ในระดับที่ต่ำ และมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจซึ่งโดยทั่วไปจะมีการฟื้นตัวที่ดี ในฐานะนักลงทุนการเลือกสรรนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในมุมมองของเรามีหลายภาคส่วนและหลายประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงสูงกับการจัดการหรือรับมือต่อตลาด

สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกาคาดว่าระดับหนี้จะสูงเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นานต่อเนื่องถึงทศวรรษหน้าโดยการขาดดุลทางการคลังมุ่งสู่ระดับที่มากกว่า 5% ของ GDP ในปี 2573 สำหรับอนาคตอันใกล้คาดว่านโยบายการเงินจะยังคงไม่มีเสถียรภาพ

ธนาคารกลางสหรัฐคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% ไปจนถึงปี 2566 ในขณะที่ยังคงให้การสนับสนุนงบดุลที่ไม่จำกัดแก่ตลาดการเงิน ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เราเห็นว่าในระยะสั้นมีแนวโน้มจะยังคงได้รับการสนับสนุนโดยนโยบายการเงินที่อำนวยความสะดวกทางการเงิน (Monetary Accommodation)

แต่การขาดดุลทางการคลังที่เพิ่มระดับหนี้จำนวนมากและแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะผลักดันให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มหรือส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและพันธบัตรระยะสั้น (Term Premiums) ในระยะยาวสูงขึ้น

อนาคตที่รออยู่

หากมองไปในอนาคตข้างหน้า เราจำลองสถานการณ์ระยะที่สองของวิกฤตโลก ขณะนี้ตลาดการเงินยังคงอยู่ในระยะแรกซึ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานและมีโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของดุลยภาพตลาดหรือ (Market shocks) เพิ่มเติมซึ่งอาจจะมีต่อเนื่องหลายไตรมาส ในระยะที่สองเราคาดว่าการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาสินทรัพย์เกิดการเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลของโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจ

คล้ายคลึงกับแนวทางในคู่มือ (Playbook) ที่เราใช้ไปสู่การพ้นจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 และ 2552 ในขณะนี้เรากำลังใช้แนวทางการลงทุนระยะที่สอง ซึ่งในระยะที่หนึ่ง เรายังคงรักษาท่าทีในการป้องกันที่มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การกระจายการลงทุนที่สูงขึ้นในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงเเละปลอดภัย (Safe-Haven Assets) ลดความเสี่ยงการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ การลดความเสี่ยงในวงกว้างและรักษาสภาพคล่องในระดับที่เหมาะสม

ในระยะนี้ เราคาดว่าจะดำเนินการติดตามหลักทรัพย์ที่มีค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) โดยให้ความสำคัญกับการประเมินมูลค่าที่ด้อยคุณภาพในพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่นที่มีระยะเวลาสูงกว่าสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่และสินเชื่อภาคต่าง ๆ

เรามั่นใจว่ายังมีโอกาสในการลงทุนช่วงการแพร่ระบาดรอบสอง แต่เราก็ตะหนักดีว่าอาจจะมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส ซึ่งอาจจะเป็นการเลื่อนช่วงเวลาของโอกาสในการลงทุนที่เหมาะสม จนกว่าจะถึงจุดนั้น เราจะรวบรวมข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่เราติดตามเศรษฐกิจโลกในแต่ละประเทศเพื่อแนะแนวทางโอกาสการลงทุนในปัจจุบันและอนาคต

กลยุทธ์ Templeton Global Macro จัดหาการกระจายความเสี่ยงประเภทสินทรัพย์ที่กว้างขวางรวมถึงหุ้นในประเทศไทยและพันธบัตรของไทยที่นักลงทุนในประเทศสนใจ ใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นในกระบวนการลงทุนเพื่อแสวงหาโอกาสผ่านสินเชื่อทุกภาคส่วน สกุลเงินและเส้นโค้งผลตอบแทน วันนี้อยู่ในตำแหน่งที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าตลาด (Alpha) จากการลงทุนที่ปลอดภัยเช่นเงินเยนของญี่ปุ่นและฟรังก์สวิสของฝรั่งเศสเพื่อปกป้องเงินทุนในสภาวะตลาดที่ผันผวนประกอบกับราคาสินทรัพย์ที่สูงและมองหาโอกาสจากสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อมีมูลค่าที่ดี กลยุทธ์นี้จะไม่สอดคล้องกับประเภทสินทรัพย์ที่มีความเปราะบางถึงแม้ว่าจะสร้างรายได้และปกป้องเงินทุนในช่วงที่สภาพแวดล้อมของตลาดปั่นป่วน ดร. ไมเคิล ฮาเซนสเตบ กล่าวสรุป

บทความโดย ดร. ไมเคิล ฮาเซนสเตบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนเทมเพิลตัน โกลบอล แม็คโคร (Templeton Global Macro) ที่ดำเนินงานวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคระดับโลกเชิงลึกครอบคลุมประเด็นเฉพาะด้าน รวมถึงการวิเคราะห์ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ อัตราดอกเบี้ย สกุลเงินและแนวโน้มตลาดสินเชื่อของประเทศ

ดร. ฮาเซนสเตบ เป็นผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของกองทุนหลายแห่งรวมถึงเทมเพิลตัน โกลบอล บอนด์ ฟันด์ (Templeton Global Bond Fund) และเทมเพิลตัน โกลบอล โทเทิล รีเทิร์น ฟันด์ (Templeton Global Total Return Fund) รวมถึงเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับประธานเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอของแฟรงคลิน รีซอร์สเซส อิงค์โดยนำเสนอมุมมองความเข้าใจเชิงลึกผ่านเทมเพิลตัน โกลบอล แม็คโคร

นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของแฟรงคลิน รีซอร์สเซส ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของบริษัทฯ ที่รับผิดชอบในการกำหนดกลยุทธ์โดยรวม

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า