เรามักชื่นชมกับความสำเร็จของผู้คน แต่น้อยครั้งจะได้รับรู้ถึงความยากลำบาก หรือล้มเหลวก่อนจะมาถึงจุดนี้

Instacart คือหนึ่งในสตาร์ทอัพมาแรงในสหรัฐฯ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นับเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี 2019 จนถึงกลางปี 2020 บริษัทฯมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 500% และค่าเฉลี่ยการสั่งซื้อต่อออร์เดอร์ของลูกค้า ก็เพิ่มขึ้นถึง 35%

จนปัจจุบัน บริษัทฯ มีมูลค่าราว 17,700 ล้านดอลลาร์ (534,000 ล้านบาท) ขณะที่ อภูร์วา เมห์ทา (Apoorva Mehta) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ก็เพิ่งมีมูลค่าทรัพย์สินแตะหลักพันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แต่ก่อนจะมีวันนี้ได้ เมห์ทา ก็ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย โดยเฉพาะไอเดียในการทำธุรกิจในช่วงสองปีแรก ที่ถูกปัดตกไปมากถึงยี่สิบครั้ง ก่อนจะตกผลึกอย่างปัจจุบันในที่สุด

ธุรกิจของ Instacart คืออะไร?

ธุรกิจของ Instacart คือ เดลิเวอรี หรือบริการรับซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต ผ่านระบบออนไลน์ โดยจะจัดส่งให้ถึงบ้านภายใน 2 ชั่วโมง

โมเดลธุรกิจอยู่ในรูป gig/sharing economy คือไม่มีทั้งคลังเก็บสินค้า หรือรถขนส่งสินค้าของตัวเอง โดยเปิดให้คนสมัครเป็น shopper หรือพนักงานส่งของ ที่จะรับคำสั่งลูกค้าผ่านแอป เพื่อไปซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีกอื่นๆ ในเครือข่าย เช่น Walmart, Costco, Kroger, Safeway, Sephora ฯลฯ

จริงๆแล้ว โซลูชั่นที่ Instacart นำเสนอ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แม้แต่ในปัจจุบัน ก็มีคนทำคล้ายๆกันมากมาย แต่กลับไม่เติบโตเหมือนที่ เมห์ทา ทำ

สถิติน่าสนใจ และควรใส่ใจสำหรับคนที่คิดจะทำธุรกิจ คือ 20% ของบริษัทตั้งใหม่ไปไม่รอดตั้งแต่ปีแรก ส่วนอีก 50% อยู่ได้ไม่เกินห้าปี

แม้แต่ตัว เมห์ทา เอง ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ไม่มีแพสชั่น ไม่มีวันสำเร็จ

เมห์ทา ลาออกจากงานวิศวกรด้านโลจิสติกส์ของ Amazon เพราะต้องการมีธุรกิจของตัวเอง

หลังโยนไอเดียสตาร์ทอัพทิ้งไปมากมาย เขาเลือกพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับทนายความ โดยใช้เวลาหนึ่งปีเต็มๆ แต่ธุรกิจก็ยังจบลงด้วยความล้มเหลว

สาเหตุหลักคือ “แพสชั่น” ที่ขาดหายไป เมห์ทา ให้สัมภาษณ์กับ Los Angeles Times เมื่อปี 2017 ว่าทุกครั้งที่กลับบ้าน เขาไม่เคยคิดเรื่องบริษัทเลย เพราะจริงๆแล้ว เขาไม่ได้แคร์ทนายความที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากพอ

บทเรียนที่เขาได้จากเรื่องนี้ และอยากแชร์ให้คนอื่นๆที่คิดจะทำธุรกิจ คือ “ถ้าคุณรู้สึกแบบเดียวกันในธุรกิจ หรือแม้แต่งานเสริมที่คุณทำอยู่ ให้รีบเปลี่ยนทันที”

ผิดกับ Instacart ซึ่งมีที่มาจากความชอบส่วนตัวเรื่องการทำอาหาร และ painpoint ที่เขาเจอกับตัวเอง คือความยุ่งยากในการออกจากบ้านไปเลือกซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงต่างๆ

ทั้งเวลาในการเดินทาง เวลาในการหาของ จนถึงการต่อคิวเพื่อจ่ายเงิน ฯลฯ

จังหวะเวลาคือทุกสิ่ง

บริการซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น เคยมี Webvan เป็นผู้บุกเบิกมาก่อน และไปได้สวย ถึงขนาดทำ IPO เข้าตลาดได้สำเร็จ เมื่อปี 1999 จนมูลค่าพุ่งไปถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ แต่กลับล้มละลายหลังจากนั้นไม่ถึงสามปี

เมห์ทา ทำการบ้านอย่างหนัก ด้วยการย้อนกลับไปศึกษาความล้มเหลวของ Webvan รวมถึงศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มองการทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชั่นเป็นเรื่องปกติในชีวิต

เมื่อได้ไอเดียและโซลูชั่นแล้ว เขาใช้เวลาแค่เดือนเดียวในการทำโปรโตไทป์ ทดลองเป็นทั้งลูกค้า และขับรถส่งของเองในช่วงแรก เพื่อหาข้อบกพร่องของระบบ

พัฒนาไอเดียธุรกิจให้ใช้งานได้จริง

เมื่อคุณมีแพสชั่น รู้จักตลาดของคุณแล้ว อย่าทำผิดพลาดด้วยการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ไม่มีใครต้องการ

ขั้นต่อไปคือพัฒนาธุรกิจของคุณให้เดินหน้าต่อไปได้ ด้วยแนวทางเหล่านี้

  • ยอมรับความจริงที่โหดร้าย การขอฟีดแบ็กจากคนใกล้ตัว เช่นครอบครัวหรือเพื่อน ไม่ค่อยช่วยอะไรมากนัก ถ้าคุณอยากรู้ว่าสินค้าหรือบริการของคุณดีหรือแย่แค่ไหน ให้ลองถามจากลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ
  • ตามเทรนด์ของตลาดให้ทัน ต่อให้คุณรู้เรื่องที่ต้องรู้ ก็อาจยังไม่พอ หลายครั้งคุณต้องรู้ให้เร็วด้วย การเกาะติดเทรนด์และเทคโนโลยี เพื่อให้เห็นทิศทางที่อุตสาหกรรมของคุณกำลังมุ่งไป ก็มีส่วนช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่ตกเป็นฝ่ายตามหลัง
  • แรงผลักดันที่ทำให้คุณอยากเดินหน้าต่อ การมีวิสัยทัศน์ และพันธกิจที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจของคุณ มันจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีให้คุณอยากเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายอย่างไม่เป็นใจ

อ่านเพิ่มเติม

เปิดตำราสตาร์ทอัพแบบเล่นจริงเจ็บจริงกับผู้ก่อตั้ง Bellugg

จิ้งจกทักก่อนทำสตาร์ทอัพ : 5 ประสบการณ์ตรงจากผู้ก่อตั้ง Classwin

Do Things that Don’t Scale เหตุผลที่ Airbnb เวิร์ค

เรียบเรียงจาก

The One Thing Instacart’s Now-Billionaire CEO Changed After 20 Failed Startup Ideas

Indian-origin founder of Instacart Apoorva Mehta enters the billionaires’ club: Forbes

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า